[FIC-WonCin] "Double-Shot" - chapter 1

posted on 10 Mar 2011 21:17 by teashop-inglenook in WonCin-LongFiction

"Double-shot" 

Author: Palmira
Status: Long Fiction
Pairing: Siwon x Heechul (WonCin)
Fandom: Super Junior
Rating: PG13 - NC17

 

 

 

-------------------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

Chapter 1 : A gift from Santa

 

 

 

 

 

วันที่ 24 ธันวาคม

อีกแค่ประมาณสองสามชั่วโมง วันที่คิม ฮีชอลเกลียดแสนเกลียดก็จะเวียนมาบรรจบครบอีกหนึ่งปี

 

ฮีชอลเก็บข้าวของที่เกลื่อนกลาดบนโต๊ะทำงาน พลางชำเลืองตามองนาฬิกาเรือนโตที่แขวนอยู่บนผนัง สามทุ่มครึ่งแล้ว นี่เขาทำงานเพลินไปหน่อยหรือว่าเวลามันเดินเร็วเองกันแน่?

ร่างบางรีบสาวเท้าตรงไปยังลิฟต์ และลงไปชั้นล่าง ทันทีที่ลิฟต์เปิดออกที่ชั้น G เสียงแหบที่คุ้นเคยของใครคนหนึ่งก็ทักขึ้น

“ขยันจังเลยนะคุณฮีชอล”

ฮีชอลหันไปมองต้นเสียง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมา เสียงที่เรียกเขาคือเสียงของยามร่างเล็กอายุราวๆห้าสิบ ที่มาสนิทสนมกับฮีชอลเพราะทำงานจนดึกดื่นนี่แหล่ะ เปิดลิฟต์ออกมาทีไรก็ต้องเจอคุณยามใจดีคนนี้ทุกที

“ทำงานเพลินไปหน่อยนะครับ แต่ก็ยังไม่เสร็จเลย เหลือตั้งเยอะ”

“หักโหมไปรึเปล่าคุณฮีชอล... ลุงว่าคุณน่าจะพักผ่อนเยอะๆหน่อยนะ”

“ไม่หรอกลุง... สำหรับผม การทำงานเยอะๆมันทำให้ไม่ฟุ้งซ่านน่ะครับ” ใบหน้าหวานยิ้มตอบ

“เฮ้อ... ทั้งที่วันนี้เป็นวันคริสต์มาสอีฟแท้ๆ คุณน่าจะได้ไปสังสรรค์กับเพื่อนบ้างนะ อย่ามัวแต่เครียดกันงานเลยน่า คุณไม่คิดจะหาความสุขใส่ตัวบ้างเหรอ?”

“ก็ความสุขของผมมันไม่ใช่ปาร์ตี้นี่ครับ...”

ชายร่างเล็กหัวเราะเจื่อนเมื่อได้ยินคำตอบจากปากฮีชอล “เอาเถอะๆ... ขอให้คุณฮีชอลโชคดีแล้วกันนะ”

“ครับ งั้นผมขอตัวนะครับ” ฮีชอลค้อมศีรษะเล็กน้อยด้วยความเคารพ ก่อนจะเดินออกมาหน้าบริษัท

 

ฮีชอลหมายความตามที่ตัวเองพูดทุกประการ เขาไม่ชอบงานเลี้ยงสังสรรค์ เข้าร่วมได้บ้าง แต่ให้ทำบ่อยๆน่ะไม่เอา ประการแรกฮีชอลคิดว่าการเสียเงินให้น้ำเมาเป็นสิ่งสิ้นเปลือง ประการที่สองฮีชอลอยากเก็บเงินเอาไว้หา ความสุข ในเรื่องอื่นมากกว่า

คิดได้ดังนั้นก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ใกล้สี่ทุ่มแล้ว แต่นั่นไม่เป็นปัญหาเลยสักนิด เพราะที่ที่ฮีชอลจะไปเปิด 24 ชั่วโมง ไม่มีความจำเป็นต้องรีบ

ฮีชอลโบกรถแท็กซี่คันแรกที่ขับผ่านมา เปิดประตูรถบอกที่หมายแก่คนขับ ก่อนจะพาร่างตัวเองเข้าไปนั่งบนเบาะหลัง รถแท็กซี่ค่อยๆเคลื่อนตัวไปเบื้องหน้า มุ่งสู่ที่หมายของของฮีชอล

 

------------------------------------------

 

 

 

 

 

ถึงแล้ว

 

ช่วงเวลาที่คิม ฮีชอลโปรดปรานมาถึงแล้ว

ร่างบางก้าวลงจากรถแท็กซี่ ก่อนจะสาวเท้าเร็วไปยังบานประตูกระจกตรงหน้า

นี่แหล่ะ ความสุข ของฮีชอล

 

“ยินดีต้อนรับค่ะ” พนักงานสาวในร้านเอ่ยต้อนรับเขาด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยไปจนดึกดื่นแค่ไหน พนักงานในร้านแห่งนี้ก็ยังคงกระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลา

ฮีชอลยิ้มบางๆตอบพนักงาน ก่อนกวาดตามองหาที่นั่งมุมโปรด

 

แท้จริงแล้วความสุขของฮีชอลไม่ใช่สิ่งที่ต้องไปไขว่คว้าเอาจากสวรรค์วิมานชั้นไหน... แค่ฮีชอลได้มานั่งร้านกาแฟตอนดึกเพื่อปั่นงานที่คั่งค้างในแต่ละวัน แค่นี้เขาก็มีความสุขแล้ว

ร้านกาแฟแห่งนี้มีชื่อว่า C.Society เป็นร้านกาแฟเล็กๆที่เปิด 24 ชั่วโมง อยู่ถัดจากซอยบ้านฮีชอลไปเพียงสองซอยเท่านั้น การเดินทางจึงไม่เป็นอุปสรรค

ลูกค้าในร้านส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ หรือไม่ก็คนทำงานดึกดื่นอย่างเขา ฮีชอลรู้จักร้านนี้มาได้สามเดือนแล้ว และนับตั้งแต่วันแรกที่ได้ก้าวย่างเข้ามา ฮีชอลก็ติดใจในบรรยากาศ รสชาติกาแฟ และเพลงแนวบอสซ่าที่เปิดคลอหูอยู่ตลอดเวลา

ฮีชอลชอบการตกแต่งของร้าน โดยปกติแล้วคาเฟ่ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงมักจะตกแต่งร้านอย่างทันสมัย แต่กับร้าน C.Society แห่งนี้ไม่ใช่ ร้านเล็กๆนี้ไม่ได้ตกแต่งอย่างทันสมัยแต่อย่างใด เครื่องเรือนต่างๆรวมถึงสีวอลเปเปอร์ล้วนทำให้นึกถึงบรรยากาศในบ้าน บ้านอันอบอุ่น บ้านที่ไม่ใหญ่โตโอฬารแต่กลับดึงดูดให้อยากกลับมานั่งครั้งแล้วครั้งเล่า

ฮีชอลมักเลือกนั่งมุมในสุดของร้านที่มีปลั๊กสำหรับต่อเน็ตบุค เขาเคยมีโน้ตบุค แต่หลังจากที่ได้ลองใช้เน็ตบุคดู โน้ตบุคที่เครื่องใหญ่กว่าก็กลายเป็นเหมือนคอมพิวเตอร์พีซีที่ตั้งนิ่งอยู่ในคอนโดของเขา แล้วร่างบางก็หันมาพกเน็ตบุคแทน เพราะความที่เครื่องเล็กและเพรียวกว่าทำให้พกพาสะดวกกว่าเยอะ

หลังจากวางข้าวของเสร็จ ฮีชอลก็เดินมาที่เคาน์เตอร์ พนักงานสาวสองสามคนยิ้มต้อนรับเขา “คุณฮีชอลรับเหมือนเดิมรึเปล่าคะ?”

“ครับ... ขอคาราเมล มัคคิอาโต ดับเบิล-ช็อตครับ”

ฮีชอลมักสั่งกาแฟแบบนี้เสมอ วันไหนที่ต้องทำงานหนัก ฮีชอลจะสั่งกาแฟแบบ “ดับเบิล-ช็อต” แต่ถ้าวันไหนที่งานใกล้เสร็จ หรือไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบ เขาก็จะสั่งกาแฟธรรมดา ไม่มีการสั่งพิเศษแบบดับเบิล-ช็อต

ขณะที่จ่ายเงินเสร็จแล้วกำลังจะหันหลังกลับนั้นเอง

 

“ยังคงดับเบิล-ช็อตเหมือนเดิมเลยนะครับ” 

 

“......”

 

ฮีชอลชะงักไปชั่วครู่

เขามั่นใจว่าจำเสียงนี้ได้ แต่ถ้าหันกลับไปแล้วไม่ใช่ล่ะ

ฮีชอลได้แต่ยืนนิ่งงัน เจ้าของประโยคนั่นจะเป็น เขา จริงๆหรือ? คนที่ฮีชอลไม่ได้พบได้เจอมากว่าสามปีเนี่ยนะ?

 

ตลกละ

 

“ไม่คิดจะสั่งอย่างอื่นบ้างเลยเหรอ?” เสียงนั้นยังคงพูดต่อ ยิ่งอีกฝ่ายพูดมา ฮีชอลก็ยิ่งมั่นใจว่าต้องเป็นคนๆนั้น คนที่เขาเคยได้ตัดสินใจเมื่อสามปีที่แล้วว่าไม่ขอเห็นหน้าอีกเลย

ถ้าหากว่าหันหลังกลับไป ฮีชอลก็จะได้เห็นใบหน้าที่ไม่ได้พบเจอมากว่าสามปีใช่ไหม?

 

ร่างบางค่อยๆกลั้นหายใจ แล้วกลับหลังหัน

 

“......”

 

นี่แหล่ะ... สาเหตุที่ว่าทำไมฮีชอลถึงเกลียดวันคริสต์มาสนัก คนที่ไม่อยากเจอก็ดันได้เจอ แล้วเจอวันไหนไม่เจอ มาเจอเอาคืนวันคริสต์มาสอีฟ แล้วจะไม่ให้ฮีชอลเกลียดเทศกาลคริสต์มาสได้ยังไง!

ลมอะไรมันพัดพาเอาคนๆนี้ให้มาปรากฏตัวต่อหน้าฮีชอลได้อีก? หลังจากที่มั่นใจแล้วว่าจะไม่มีทางเจอกัน นับตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้น เหตุการณ์ที่เกิดเมื่อสามปีที่แล้ว สมัยที่ฮีชอลและผู้ชายคนนี้ยังเป็นนักศึกษาอยู่

 

แค่เห็นหน้าก็อารมณ์เสียซะแล้ว

 

“งั้นผมสั่งตามพี่บ้างดีกว่า...” ว่าแล้วชายหนุ่มตรงหน้าก็เขยิบเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์ “ขอคาราเมล มัคคิอาโต ดับเบิล-ช็อตครับ” และสั่งกาแฟแบบเดียวกับฮีชอลเป๊ะ

ร่างบางเอี้ยวหน้ามองอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์ เขาตั้งใจว่าจะมานั่งทำงานอย่างสงบแท้ๆ สุดท้ายแล้วเทศกาลคริสต์มาสก็พาเขามาเจอคนที่ไม่อยากเจอ และไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้เจอ ราวกับซานตาคลอสตั้งใจมอบของขวัญชิ้นนี้ให้เขา

ของขวัญที่เขาเคยอยากได้เมื่อสามปีที่แล้ว แต่กลับไม่เคยได้มันมาครอบครอง... มาตอนนี้ที่ฮีชอล ขยาด มัน ของขวัญที่ว่ากลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้า

 

ชาติที่แล้วเขาไปทำกรรมอะไรเอาไว้ในวันคริสต์มาสหรือไง!

 

ร่างบางรีบสาวเท้ากลับไปยังที่นั่งของตัวเอง รอให้พนักงานตะโกนเรียกเขาให้ไปรับกาแฟที่เคาน์เตอร์ ใบหน้าหวานที่อารมณ์ดีมาตลอดทั้งวัน บัดนี้ดูฉุนเฉียวอย่างเห็นได้ชัด

ฮีชอลก้มลงต่อปลั๊ก เปิดเน็ตบุค และหยิบเอาเอกสารจำนวนมากออกมาจากกระเป๋าใบใหญ่ พร้อมกางแผ่เอกสารเหล่านั้นเกลื่อนเต็มโต๊ะ ไม่อยากให้โต๊ะเหลือที่ว่างใดๆ เพื่อบอกเป็นนัยแก่ใครคนนั้นว่าฮีชอลไม่ต้องการให้ใครมารบกวน และไม่อยากได้เพื่อนร่วมโต๊ะ

แต่ความพยายามของฮีชอลไม่เป็นผล

“ผมนั่งด้วยนะ”

“......” ร่างบางแอบกัดฟันกรอด เพียงแค่ได้ยินเสียงก็หงุดหงิดแล้ว ฮีชอลพยายามไม่เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย

“พี่เนี่ย... สมัยเรียนกินกาแฟเก่งยังไง ตอนนี้ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ”

“ก็ฉันทำงานหนัก” ตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา

“พี่อ่ะ ทำงานหนักมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วนะ ใช้ชีวิตชิวๆซะบ้างสิ”

“นายอยากชิวก็ชิวไป ฉันไม่ชิวด้วย” น้ำเสียงเรียบเย็นเอ่ยออกไป พลางยกเอกสารใบหนึ่งขึ้นบังหน้า แกล้งทำเป็นตั้งใจอ่าน ทั้งที่ความจริงไม่ได้มีสมาธิเลยสักนิด

หลังจากที่คนตรงหน้าเงียบไปชั่วครู่ ประเด็นใหม่ก็ถูกหยิบยกมาพูด “พี่มานั่งคนเดียวแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ?”

“ใช่... ฉันนั่งคนเดียว แต่ไม่ได้มานั่งทุกวัน... ฉันอยากมาฉันก็มา”

“...ไม่เหงาหรือไงนะ?”

“ชีวอน!” ชักจะหมดความอดทนแล้ว

“ครับ?” แต่บุคคลเจ้าของชื่อ ชีวอน กลับดูไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าคมยิ้มร่า แถมยังขานรับฮีชอลอย่างอารมณ์ดี เห็นแล้วมันยิ่งอยากหาอะไรปาใส่หน้า

 

เจ้าเล่ห์ 

ชเว ชีวอนเจ้าเล่ห์ไม่เคยเปลี่ยน... สามปีที่แล้วเจ้าเล่ห์ยังไง ตอนนี้ก็ยังเจ้าเล่ห์อยู่อย่างนั้น

 

แต่ก่อนที่ฮีชอลจะได้ระเบิดอารมณ์ไปมากกว่านี้ เสียงของพนักงานสาวก็ดังขึ้นเสียก่อน “คาราเมล มัคคิอาโต ดับเบิล-ช็อตสองที่ได้แล้วค่ะ” เป็นสัญญาณให้ฮีชอลลุกจากที่นั่งไปรับกาแฟที่เคาน์เตอร์

ซึ่งชีวอนก็ลุกตามมาด้วย

“ตามมาทำไม?” ร่างบางหันไปถามอย่างหัวเสีย

“อ้าว นั่นก็กาแฟผมเหมือนกันนะ ผมสั่งเหมือนพี่ไง ทำไมความจำสั้นจัง” รอยยิ้มยังคงไม่จางไปจากใบหน้าของชีวอน

ตอนนี้ฮีชอลอยากต่อยหน้าหนุ่มรุ่นน้องใจจะขาด แต่ก็ต้องระงับอารมณ์ไว้ พร้อมปั้นหน้ายิ้มเดินไปยกถาดกาแฟมาจากเคาน์เตอร์ ในถาดที่ฮีชอลถืออยู่มีถ้วยกาแฟสองถ้วย ถ้วยหนึ่งเป็นของฮีชอล อีกถ้วยหนึ่งของชีวอน แต่ทั้งสองถ้วยเป็นกาแฟคาราเมล มัคคิอาโต ดับเบิล-ช็อตเหมือนกัน

ฮีชอลเดินถือถาดนั้นมาถึงที่โต๊ะ

“ใจดีจัง... พี่ยกมาให้ผมด้วย พี่นี่ใจดีไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ”

“......” คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ฮีชอลฉุกคิดได้

 

นี่เขาจะยกถ้วยกาแฟของชีวอนมาด้วยทำไม!

 

หลังจากนั่งลงตรงหน้าเน็ตบุค ร่างบางก็ตวัดสายตาเกรี้ยวกราดมามองคนเป็นน้อง “ขอเตือนไว้ก่อน... ฉันงานเยอะ ต้องพิมพ์รายงานการประชุมอีกยาว ถ้านายยังกวนพี่ไม่เลิก...”

แต่แล้วฮีชอลกลับชะงักกับคำพูดตัวเอง

 

ถ้าชีวอนยังกวนเขาไม่เลิก... เขาจะทำอะไรชีวอนหรือ?

 

“ทำไม? พี่จะเอากาแฟสาดใส่หน้าผมเหรอ? อย่าคิดมากน่าพี่ฮีชอล ผมแค่อยากมานั่งด้วยเฉยๆตามประสาคนไม่ได้เจอกันนานเท่านั้นแหล่ะ ผมไม่กวนหรอก เชิญพี่ทำงานต่อเถอะครับ เดี๋ยวอีกสักพักผมก็ไปแล้ว”

“ให้มันจริงอย่างที่พูดแล้วกัน” นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ฮีชอลพูดกับหนุ่มรุ่นน้องตรงหน้า หลังจากนั้นร่างบางก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาพิมพ์รายงานการประชุมที่คั่งค้าง ไม่เงยหน้าขึ้นมองชีวอนแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว มองเผินๆดูเหมือนตั้งใจทำงาน แต่ความจริงแล้วสมาธิของฮีชอลกระเจิงไปหมดแล้ว

ส่วนชีวอนเองหลังจากที่รับปากกับฮีชอลว่าจะไม่พูดมากและจะไม่กวน ชายหนุ่มก็ทำตามที่สัญญาจริงๆ ชีวอนนั่งเงียบ พลางเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่คนเดียว มืออีกข้างยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบเป็นพักๆ ฮีชอลไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ แต่ก็นึกขอบคุณที่ไม่รบกวนเขาตามที่สัญญากันไว้

ฮีชอลพยายามเพ่งจ้องแต่งานตรงหน้า แต่สมาธิดันลอยไปอยู่กับคนตรงหน้าตลอดเวลา ฮีชอลหงุดหงิด ไม่ได้หงุดหงิดชีวอน แต่หงุดหงิดตัวเองที่ดันไปเสียสมาธิให้กับคนที่เขารำคาญได้ ความรู้สึกเมื่อสามปีที่แล้วกำลังย้อนกลับมา

 

เวลาล่วงเลยไปจนถึงห้าทุ่ม แต่ชีวอนที่บอกว่าจะนั่งแค่แป๊บเดียว กลับไม่มีทีท่าว่าจะลุกไปไหน ฮีชอลเองก็ยังคงเพ่งจ้องหน้าจอเน็ตบุคต่อไป

สำหรับชีวอน...เสียงนิ้วเรียวเคาะแป้นพิมพ์มันฟังดูเสนาะหูยังไงชอบกล ชีวอนเหลือบหางตามองนิ้วเรียวของหนุ่มรุ่นพี่ มือของฮีชอลไม่เคยเปลี่ยน นิ้วเรียวยาวและผิวข