[FIC-WonCin] "Double-Shot" - chapter 1

posted on 10 Mar 2011 21:17 by teashop-inglenook in WonCin-LongFiction

"Double-shot" 

Author: Palmira
Status: Long Fiction
Pairing: Siwon x Heechul (WonCin)
Fandom: Super Junior
Rating: PG13 - NC17

 

 

 

-------------------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

Chapter 1 : A gift from Santa

 

 

 

 

 

วันที่ 24 ธันวาคม

อีกแค่ประมาณสองสามชั่วโมง วันที่คิม ฮีชอลเกลียดแสนเกลียดก็จะเวียนมาบรรจบครบอีกหนึ่งปี

 

ฮีชอลเก็บข้าวของที่เกลื่อนกลาดบนโต๊ะทำงาน พลางชำเลืองตามองนาฬิกาเรือนโตที่แขวนอยู่บนผนัง สามทุ่มครึ่งแล้ว นี่เขาทำงานเพลินไปหน่อยหรือว่าเวลามันเดินเร็วเองกันแน่?

ร่างบางรีบสาวเท้าตรงไปยังลิฟต์ และลงไปชั้นล่าง ทันทีที่ลิฟต์เปิดออกที่ชั้น G เสียงแหบที่คุ้นเคยของใครคนหนึ่งก็ทักขึ้น

“ขยันจังเลยนะคุณฮีชอล”

ฮีชอลหันไปมองต้นเสียง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมา เสียงที่เรียกเขาคือเสียงของยามร่างเล็กอายุราวๆห้าสิบ ที่มาสนิทสนมกับฮีชอลเพราะทำงานจนดึกดื่นนี่แหล่ะ เปิดลิฟต์ออกมาทีไรก็ต้องเจอคุณยามใจดีคนนี้ทุกที

“ทำงานเพลินไปหน่อยนะครับ แต่ก็ยังไม่เสร็จเลย เหลือตั้งเยอะ”

“หักโหมไปรึเปล่าคุณฮีชอล... ลุงว่าคุณน่าจะพักผ่อนเยอะๆหน่อยนะ”

“ไม่หรอกลุง... สำหรับผม การทำงานเยอะๆมันทำให้ไม่ฟุ้งซ่านน่ะครับ” ใบหน้าหวานยิ้มตอบ

“เฮ้อ... ทั้งที่วันนี้เป็นวันคริสต์มาสอีฟแท้ๆ คุณน่าจะได้ไปสังสรรค์กับเพื่อนบ้างนะ อย่ามัวแต่เครียดกันงานเลยน่า คุณไม่คิดจะหาความสุขใส่ตัวบ้างเหรอ?”

“ก็ความสุขของผมมันไม่ใช่ปาร์ตี้นี่ครับ...”

ชายร่างเล็กหัวเราะเจื่อนเมื่อได้ยินคำตอบจากปากฮีชอล “เอาเถอะๆ... ขอให้คุณฮีชอลโชคดีแล้วกันนะ”

“ครับ งั้นผมขอตัวนะครับ” ฮีชอลค้อมศีรษะเล็กน้อยด้วยความเคารพ ก่อนจะเดินออกมาหน้าบริษัท

 

ฮีชอลหมายความตามที่ตัวเองพูดทุกประการ เขาไม่ชอบงานเลี้ยงสังสรรค์ เข้าร่วมได้บ้าง แต่ให้ทำบ่อยๆน่ะไม่เอา ประการแรกฮีชอลคิดว่าการเสียเงินให้น้ำเมาเป็นสิ่งสิ้นเปลือง ประการที่สองฮีชอลอยากเก็บเงินเอาไว้หา ความสุข ในเรื่องอื่นมากกว่า

คิดได้ดังนั้นก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ใกล้สี่ทุ่มแล้ว แต่นั่นไม่เป็นปัญหาเลยสักนิด เพราะที่ที่ฮีชอลจะไปเปิด 24 ชั่วโมง ไม่มีความจำเป็นต้องรีบ

ฮีชอลโบกรถแท็กซี่คันแรกที่ขับผ่านมา เปิดประตูรถบอกที่หมายแก่คนขับ ก่อนจะพาร่างตัวเองเข้าไปนั่งบนเบาะหลัง รถแท็กซี่ค่อยๆเคลื่อนตัวไปเบื้องหน้า มุ่งสู่ที่หมายของของฮีชอล

 

------------------------------------------

 

 

 

 

 

ถึงแล้ว

 

ช่วงเวลาที่คิม ฮีชอลโปรดปรานมาถึงแล้ว

ร่างบางก้าวลงจากรถแท็กซี่ ก่อนจะสาวเท้าเร็วไปยังบานประตูกระจกตรงหน้า

นี่แหล่ะ ความสุข ของฮีชอล

 

“ยินดีต้อนรับค่ะ” พนักงานสาวในร้านเอ่ยต้อนรับเขาด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยไปจนดึกดื่นแค่ไหน พนักงานในร้านแห่งนี้ก็ยังคงกระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลา

ฮีชอลยิ้มบางๆตอบพนักงาน ก่อนกวาดตามองหาที่นั่งมุมโปรด

 

แท้จริงแล้วความสุขของฮีชอลไม่ใช่สิ่งที่ต้องไปไขว่คว้าเอาจากสวรรค์วิมานชั้นไหน... แค่ฮีชอลได้มานั่งร้านกาแฟตอนดึกเพื่อปั่นงานที่คั่งค้างในแต่ละวัน แค่นี้เขาก็มีความสุขแล้ว

ร้านกาแฟแห่งนี้มีชื่อว่า C.Society เป็นร้านกาแฟเล็กๆที่เปิด 24 ชั่วโมง อยู่ถัดจากซอยบ้านฮีชอลไปเพียงสองซอยเท่านั้น การเดินทางจึงไม่เป็นอุปสรรค

ลูกค้าในร้านส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ หรือไม่ก็คนทำงานดึกดื่นอย่างเขา ฮีชอลรู้จักร้านนี้มาได้สามเดือนแล้ว และนับตั้งแต่วันแรกที่ได้ก้าวย่างเข้ามา ฮีชอลก็ติดใจในบรรยากาศ รสชาติกาแฟ และเพลงแนวบอสซ่าที่เปิดคลอหูอยู่ตลอดเวลา

ฮีชอลชอบการตกแต่งของร้าน โดยปกติแล้วคาเฟ่ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงมักจะตกแต่งร้านอย่างทันสมัย แต่กับร้าน C.Society แห่งนี้ไม่ใช่ ร้านเล็กๆนี้ไม่ได้ตกแต่งอย่างทันสมัยแต่อย่างใด เครื่องเรือนต่างๆรวมถึงสีวอลเปเปอร์ล้วนทำให้นึกถึงบรรยากาศในบ้าน บ้านอันอบอุ่น บ้านที่ไม่ใหญ่โตโอฬารแต่กลับดึงดูดให้อยากกลับมานั่งครั้งแล้วครั้งเล่า

ฮีชอลมักเลือกนั่งมุมในสุดของร้านที่มีปลั๊กสำหรับต่อเน็ตบุค เขาเคยมีโน้ตบุค แต่หลังจากที่ได้ลองใช้เน็ตบุคดู โน้ตบุคที่เครื่องใหญ่กว่าก็กลายเป็นเหมือนคอมพิวเตอร์พีซีที่ตั้งนิ่งอยู่ในคอนโดของเขา แล้วร่างบางก็หันมาพกเน็ตบุคแทน เพราะความที่เครื่องเล็กและเพรียวกว่าทำให้พกพาสะดวกกว่าเยอะ

หลังจากวางข้าวของเสร็จ ฮีชอลก็เดินมาที่เคาน์เตอร์ พนักงานสาวสองสามคนยิ้มต้อนรับเขา “คุณฮีชอลรับเหมือนเดิมรึเปล่าคะ?”

“ครับ... ขอคาราเมล มัคคิอาโต ดับเบิล-ช็อตครับ”

ฮีชอลมักสั่งกาแฟแบบนี้เสมอ วันไหนที่ต้องทำงานหนัก ฮีชอลจะสั่งกาแฟแบบ “ดับเบิล-ช็อต” แต่ถ้าวันไหนที่งานใกล้เสร็จ หรือไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบ เขาก็จะสั่งกาแฟธรรมดา ไม่มีการสั่งพิเศษแบบดับเบิล-ช็อต

ขณะที่จ่ายเงินเสร็จแล้วกำลังจะหันหลังกลับนั้นเอง

 

“ยังคงดับเบิล-ช็อตเหมือนเดิมเลยนะครับ” 

 

“......”

 

ฮีชอลชะงักไปชั่วครู่

เขามั่นใจว่าจำเสียงนี้ได้ แต่ถ้าหันกลับไปแล้วไม่ใช่ล่ะ

ฮีชอลได้แต่ยืนนิ่งงัน เจ้าของประโยคนั่นจะเป็น เขา จริงๆหรือ? คนที่ฮีชอลไม่ได้พบได้เจอมากว่าสามปีเนี่ยนะ?

 

ตลกละ

 

“ไม่คิดจะสั่งอย่างอื่นบ้างเลยเหรอ?” เสียงนั้นยังคงพูดต่อ ยิ่งอีกฝ่ายพูดมา ฮีชอลก็ยิ่งมั่นใจว่าต้องเป็นคนๆนั้น คนที่เขาเคยได้ตัดสินใจเมื่อสามปีที่แล้วว่าไม่ขอเห็นหน้าอีกเลย

ถ้าหากว่าหันหลังกลับไป ฮีชอลก็จะได้เห็นใบหน้าที่ไม่ได้พบเจอมากว่าสามปีใช่ไหม?

 

ร่างบางค่อยๆกลั้นหายใจ แล้วกลับหลังหัน

 

“......”

 

นี่แหล่ะ... สาเหตุที่ว่าทำไมฮีชอลถึงเกลียดวันคริสต์มาสนัก คนที่ไม่อยากเจอก็ดันได้เจอ แล้วเจอวันไหนไม่เจอ มาเจอเอาคืนวันคริสต์มาสอีฟ แล้วจะไม่ให้ฮีชอลเกลียดเทศกาลคริสต์มาสได้ยังไง!

ลมอะไรมันพัดพาเอาคนๆนี้ให้มาปรากฏตัวต่อหน้าฮีชอลได้อีก? หลังจากที่มั่นใจแล้วว่าจะไม่มีทางเจอกัน นับตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้น เหตุการณ์ที่เกิดเมื่อสามปีที่แล้ว สมัยที่ฮีชอลและผู้ชายคนนี้ยังเป็นนักศึกษาอยู่

 

แค่เห็นหน้าก็อารมณ์เสียซะแล้ว

 

“งั้นผมสั่งตามพี่บ้างดีกว่า...” ว่าแล้วชายหนุ่มตรงหน้าก็เขยิบเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์ “ขอคาราเมล มัคคิอาโต ดับเบิล-ช็อตครับ” และสั่งกาแฟแบบเดียวกับฮีชอลเป๊ะ

ร่างบางเอี้ยวหน้ามองอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะเดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์ เขาตั้งใจว่าจะมานั่งทำงานอย่างสงบแท้ๆ สุดท้ายแล้วเทศกาลคริสต์มาสก็พาเขามาเจอคนที่ไม่อยากเจอ และไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้เจอ ราวกับซานตาคลอสตั้งใจมอบของขวัญชิ้นนี้ให้เขา

ของขวัญที่เขาเคยอยากได้เมื่อสามปีที่แล้ว แต่กลับไม่เคยได้มันมาครอบครอง... มาตอนนี้ที่ฮีชอล ขยาด มัน ของขวัญที่ว่ากลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้า

 

ชาติที่แล้วเขาไปทำกรรมอะไรเอาไว้ในวันคริสต์มาสหรือไง!

 

ร่างบางรีบสาวเท้ากลับไปยังที่นั่งของตัวเอง รอให้พนักงานตะโกนเรียกเขาให้ไปรับกาแฟที่เคาน์เตอร์ ใบหน้าหวานที่อารมณ์ดีมาตลอดทั้งวัน บัดนี้ดูฉุนเฉียวอย่างเห็นได้ชัด

ฮีชอลก้มลงต่อปลั๊ก เปิดเน็ตบุค และหยิบเอาเอกสารจำนวนมากออกมาจากกระเป๋าใบใหญ่ พร้อมกางแผ่เอกสารเหล่านั้นเกลื่อนเต็มโต๊ะ ไม่อยากให้โต๊ะเหลือที่ว่างใดๆ เพื่อบอกเป็นนัยแก่ใครคนนั้นว่าฮีชอลไม่ต้องการให้ใครมารบกวน และไม่อยากได้เพื่อนร่วมโต๊ะ

แต่ความพยายามของฮีชอลไม่เป็นผล

“ผมนั่งด้วยนะ”

“......” ร่างบางแอบกัดฟันกรอด เพียงแค่ได้ยินเสียงก็หงุดหงิดแล้ว ฮีชอลพยายามไม่เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย

“พี่เนี่ย... สมัยเรียนกินกาแฟเก่งยังไง ตอนนี้ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ”

“ก็ฉันทำงานหนัก” ตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา

“พี่อ่ะ ทำงานหนักมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วนะ ใช้ชีวิตชิวๆซะบ้างสิ”

“นายอยากชิวก็ชิวไป ฉันไม่ชิวด้วย” น้ำเสียงเรียบเย็นเอ่ยออกไป พลางยกเอกสารใบหนึ่งขึ้นบังหน้า แกล้งทำเป็นตั้งใจอ่าน ทั้งที่ความจริงไม่ได้มีสมาธิเลยสักนิด

หลังจากที่คนตรงหน้าเงียบไปชั่วครู่ ประเด็นใหม่ก็ถูกหยิบยกมาพูด “พี่มานั่งคนเดียวแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ?”

“ใช่... ฉันนั่งคนเดียว แต่ไม่ได้มานั่งทุกวัน... ฉันอยากมาฉันก็มา”

“...ไม่เหงาหรือไงนะ?”

“ชีวอน!” ชักจะหมดความอดทนแล้ว

“ครับ?” แต่บุคคลเจ้าของชื่อ ชีวอน กลับดูไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าคมยิ้มร่า แถมยังขานรับฮีชอลอย่างอารมณ์ดี เห็นแล้วมันยิ่งอยากหาอะไรปาใส่หน้า

 

เจ้าเล่ห์ 

ชเว ชีวอนเจ้าเล่ห์ไม่เคยเปลี่ยน... สามปีที่แล้วเจ้าเล่ห์ยังไง ตอนนี้ก็ยังเจ้าเล่ห์อยู่อย่างนั้น

 

แต่ก่อนที่ฮีชอลจะได้ระเบิดอารมณ์ไปมากกว่านี้ เสียงของพนักงานสาวก็ดังขึ้นเสียก่อน “คาราเมล มัคคิอาโต ดับเบิล-ช็อตสองที่ได้แล้วค่ะ” เป็นสัญญาณให้ฮีชอลลุกจากที่นั่งไปรับกาแฟที่เคาน์เตอร์

ซึ่งชีวอนก็ลุกตามมาด้วย

“ตามมาทำไม?” ร่างบางหันไปถามอย่างหัวเสีย

“อ้าว นั่นก็กาแฟผมเหมือนกันนะ ผมสั่งเหมือนพี่ไง ทำไมความจำสั้นจัง” รอยยิ้มยังคงไม่จางไปจากใบหน้าของชีวอน

ตอนนี้ฮีชอลอยากต่อยหน้าหนุ่มรุ่นน้องใจจะขาด แต่ก็ต้องระงับอารมณ์ไว้ พร้อมปั้นหน้ายิ้มเดินไปยกถาดกาแฟมาจากเคาน์เตอร์ ในถาดที่ฮีชอลถืออยู่มีถ้วยกาแฟสองถ้วย ถ้วยหนึ่งเป็นของฮีชอล อีกถ้วยหนึ่งของชีวอน แต่ทั้งสองถ้วยเป็นกาแฟคาราเมล มัคคิอาโต ดับเบิล-ช็อตเหมือนกัน

ฮีชอลเดินถือถาดนั้นมาถึงที่โต๊ะ

“ใจดีจัง... พี่ยกมาให้ผมด้วย พี่นี่ใจดีไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ”

“......” คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ฮีชอลฉุกคิดได้

 

นี่เขาจะยกถ้วยกาแฟของชีวอนมาด้วยทำไม!

 

หลังจากนั่งลงตรงหน้าเน็ตบุค ร่างบางก็ตวัดสายตาเกรี้ยวกราดมามองคนเป็นน้อง “ขอเตือนไว้ก่อน... ฉันงานเยอะ ต้องพิมพ์รายงานการประชุมอีกยาว ถ้านายยังกวนพี่ไม่เลิก...”

แต่แล้วฮีชอลกลับชะงักกับคำพูดตัวเอง

 

ถ้าชีวอนยังกวนเขาไม่เลิก... เขาจะทำอะไรชีวอนหรือ?

 

“ทำไม? พี่จะเอากาแฟสาดใส่หน้าผมเหรอ? อย่าคิดมากน่าพี่ฮีชอล ผมแค่อยากมานั่งด้วยเฉยๆตามประสาคนไม่ได้เจอกันนานเท่านั้นแหล่ะ ผมไม่กวนหรอก เชิญพี่ทำงานต่อเถอะครับ เดี๋ยวอีกสักพักผมก็ไปแล้ว”

“ให้มันจริงอย่างที่พูดแล้วกัน” นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ฮีชอลพูดกับหนุ่มรุ่นน้องตรงหน้า หลังจากนั้นร่างบางก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาพิมพ์รายงานการประชุมที่คั่งค้าง ไม่เงยหน้าขึ้นมองชีวอนแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว มองเผินๆดูเหมือนตั้งใจทำงาน แต่ความจริงแล้วสมาธิของฮีชอลกระเจิงไปหมดแล้ว

ส่วนชีวอนเองหลังจากที่รับปากกับฮีชอลว่าจะไม่พูดมากและจะไม่กวน ชายหนุ่มก็ทำตามที่สัญญาจริงๆ ชีวอนนั่งเงียบ พลางเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่คนเดียว มืออีกข้างยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบเป็นพักๆ ฮีชอลไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ แต่ก็นึกขอบคุณที่ไม่รบกวนเขาตามที่สัญญากันไว้

ฮีชอลพยายามเพ่งจ้องแต่งานตรงหน้า แต่สมาธิดันลอยไปอยู่กับคนตรงหน้าตลอดเวลา ฮีชอลหงุดหงิด ไม่ได้หงุดหงิดชีวอน แต่หงุดหงิดตัวเองที่ดันไปเสียสมาธิให้กับคนที่เขารำคาญได้ ความรู้สึกเมื่อสามปีที่แล้วกำลังย้อนกลับมา

 

เวลาล่วงเลยไปจนถึงห้าทุ่ม แต่ชีวอนที่บอกว่าจะนั่งแค่แป๊บเดียว กลับไม่มีทีท่าว่าจะลุกไปไหน ฮีชอลเองก็ยังคงเพ่งจ้องหน้าจอเน็ตบุคต่อไป

สำหรับชีวอน...เสียงนิ้วเรียวเคาะแป้นพิมพ์มันฟังดูเสนาะหูยังไงชอบกล ชีวอนเหลือบหางตามองนิ้วเรียวของหนุ่มรุ่นพี่ มือของฮีชอลไม่เคยเปลี่ยน นิ้วเรียวยาวและผิวขาวเนียนไม่ต่างอะไรกับมือของนางในวรรณคดีเลย จากมือ...ตาคู่คมค่อยๆไล่ขึ้นมายังใบหน้าหวาน

งดงามยังไงก็ยังคงงดงามเช่นนั้น ฮีชอลแทบไม่เปลี่ยน สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คงจะมีเพียงสายตาที่ดูเกรี้ยวกราดมากขึ้น

 

เมื่อสามปีที่แล้ว สายตาคู่นั้นเคยจ้องมองเขาด้วยความห่วงหาอาทรและความรัก

แต่บัดนี้... สายตาของฮีชอลที่จ้องมองชีวอนกลับมีแต่ความฉุนเฉียวรำคาญใจ แทบไม่เหลือวี่แววความอ่อนโยนใดๆให้เขาอีกแล้ว

 

ซึ่งชีวอนก็คิดว่ามันสมควรแล้ว ที่คนอย่างเขาจะได้รับสายตาเช่นนี้จากฮีชอล

 

“พี่... ห้าทุ่มแล้วนะ ไม่กลับอีกเหรอ?”

“นายจะไปก่อนก็ได้ ฉันยังทำงานไม่เสร็จ” ร่างบางเอ่ยตอบโดยไม่ละสายตาออกจากหน้าจอ

“ไม่ล่ะ ผมรอพี่ดีกว่า ปล่อยพี่กลับบ้านคนเดียวมันอันตราย”

“......” คำพูดนั้นทำให้ฮีชอลตวัดตาขึ้นมองคนตรงหน้าทันที

 

แล้วไหนล่ะที่ชีวอนบอกว่า เดี๋ยวอีกสักพักก็จะไปแล้ว ?

 

“แล้วนายไม่ต้องไปทำธุระที่อื่นต่อหรือไง?”

“ก็มี... แต่ไม่จำเป็นหรอก ความจริงเพื่อนอยากให้ไปเจอที่ผับ แต่ผมเบื่อที่แบบนั้นแล้วล่ะ คิดถึงการนั่งร้านกาแฟเงียบๆมากกว่า”

“นายไม่ต้องรอฉัน... ฉันอยู่ดึก”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมรอได้”

เมื่อชีวอนยืนกรานมาแบบนี้ ฮีชอลควรจะทำยังไงต่อดีล่ะ? ดวงตากลมโตจับจ้องชีวอนชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา “ตามใจ... ถ้าฉันนั่งถึงเที่ยงคืนตีหนึ่งไม่รู้ด้วยนะ”

ใจหนึ่งก็นึกรำคาญ เพราะฮีชอลไม่ชอบให้มีคนมานั่งจ้องเขาเวลาทำงานแบบนี้ ยิ่งเป็นชเว ชีวอนด้วยแล้ว ความหงุดหงิดยิ่งทวีเพิ่มเป็นสองเท่า เพียงแค่นึกว่าในอดีตเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง อารมณ์ของฮีชอลก็ยิ่งคุกรุ่นจนนึกอยากสบถใส่คนตรงหน้า สบถออกมาเป็นความอัดอั้นที่เก็บมาตลอดสามปี

 

เรื่องราวในอดีตที่เคยคิดว่าเลือนหายไปจากความทรงจำแล้ว แท้จริงพวกมันเป็นเพียงตะกอนที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ รอวันให้มีใครสักคนกวนมันขึ้นมา และบัดนี้เศษตะกอนเหล่านั้นก็กำลังลอยฟุ้งขึ้นในใจฮีชอล

 

เข็มนาฬิกายังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ ...จากห้าทุ่มล่วงเลยสู่เที่ยงคืน ...จากเที่ยงคืนล่วงเลยสู่ตีหนึ่ง

 

ร่างบางเริ่มหาววอดๆ พลางยกมือขึ้นบีบตรงหัวคิ้วเล็กน้อย รายงานการประชุมที่เฝ้าพิมพ์มาเนิ่นนานในที่สุดก็เสร็จเสียที ฮีชอลเอนกายพิงเบาะนุ่ม พลางหมุนคอไปมาเพื่อให้คลายจากความเมื่อยล้า

และชีวอนก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหน มือคู่นั้นไม่เคยว่าง ถ้าไม่หยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่น ก็จะเอากล้องถ่ายรูปขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ส่งเสียงก๊อกแก๊กๆชวนให้ฮีชอลต้องแอบเงยหน้าขึ้นมองหลายครั้ง มีบ้างที่ชีวอนจะลุกออกไปโทรศัพท์หน้าร้าน แต่สุดท้ายชีวอนก็จะกลับมานั่งตรงหน้าฮีชอลเหมือนเดิม

“จะทำงานอะไรนักหนา... ตีหนึ่งแล้วนะพี่”

“เออ รู้น่า” ใบหน้าหวานตอบพลางขมวดคิ้ว แต่แล้วปมที่หัวคิ้วก็ต้องคลายออก เมื่อรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฎบนใบหน้าของหนุ่มรุ่นน้อง

 

รอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมาสามปี

 

จู่ๆร่างบางก็หน้าร้อนผ่าวขึ้นมา นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้มีอาการแบบนี้ ตลอดสามปีที่ผ่านมา ฮีชอลขยาดกลัวความรัก และไม่เคยคิดสุงสิงกับใครอีก ฮีชอลคบกับทุกคนในฐานะเพื่อนหรือพี่น้องเท่านั้น ไม่มีใครสามารถล้ำเส้นเข้ามาเป็นอะไรที่มากกว่าเพื่อนหรือพี่น้องได้เลย

“พี่ไม่มีรถใช่มั้ย?”

“เออ”

“ยังกลัวการขับรถอยู่อีกเหรอครับ?” ชีวอนจำได้ดี สมัยที่ทั้งคู่ยังเป็นนักศึกษาและสนิทสนมกัน ฮีชอลมักบ่นเสมอ ว่าต่อให้รวยล้นฟ้ายังไงก็ไม่อยากมีรถ และไม่อยากขับ เพราะตอนเด็กๆฮีชอลเคยมีประสบการณ์เลวร้ายเกี่ยวกับอุบัติเหตุบนท้องถนน ภาพหลอนในวัยเด็กทำให้ฮีชอลไม่คิดจะแตะพวงมาลัยเป็นอันขาด

"มันเรื่องของฉัน...”

“พี่อ่ะ... พูดกับผมดีๆก็ได้นี่นา” ไม่ว่าฮีชอลจะฉุนเฉียวใส่เขายังไง ชีวอนก็ยังส่งลูกอ้อนไปไม่เลิก เพราะชีวอนรู้ดี...ว่าแท้จริงแล้วรุ่นพี่ตรงหน้าไม่ใช่คนเกรี้ยวกราดเลยแม้แต่น้อย

สมัยเรียนด้วยกัน ฮีชอลเป็นรุ่นพี่ที่น่ารักมากๆคนหนึ่ง เป็นคนมีเหตุผล รับฟังคนรอบข้าง ใจดีจนถึงขั้นใจอ่อน ขี้สงสาร อ่อนไหวง่าย คิดมากจนบางครั้งกลายเป็นวิตกจริต แต่ก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยงานของมหาวิทยาลัยเสมอ แถมยังเป็นคนมีระเบียบ และจัดสรรเวลาในชีวิตเก่งอีกด้วย

“ผมเอารถมา” ชีวอนเอ่ยขึ้น

“แล้วไง?”

“โธ่...พี่ฮีชอลอ่ะ ก็ผมจะไปส่งพี่ที่บ้านไง”

“ไม่ต้องหรอก บ้านพี่อยู่แค่นี้เอง เดินไปก็ถึงแล้ว” ฮีชอลเอ่ยพลางปิดเน็ตบุค ก้มลงไปถอดปลั๊ก และเก็บกองเอกสารที่เกลื่อนกลาดทั่วโต๊ะ

“แต่นี่มันตีหนึ่งแล้วนะพี่ นี่อย่าบอกนะว่าพี่ฮีชอลกลับบ้านแบบนี้ทุกวัน?”

“ก็ไม่ได้ตีหนึ่งแบบนี้ทุกวันหรอก บางวันแค่สี่ทุ่มห้าทุ่มพี่ก็ง่วงแล้ว แต่ถ้าวันไหนฮึดหน่อยก็อยู่ได้ถึงตีหนึ่งตีสอง”

“โหย... บ้างานชะมัด”

“ฉันจะบ้างานมันก็เรื่องของฉัน”

“แต่ก็น่าจะห่วงสุขภาพตัวเองบ้างนะพี่”

“ขอบใจที่เป็นห่วง” ความห่วงใยของชีวอนได้รับเพียงน้ำเสียงเย็นชาของฮีชอลเป็นสิ่งตอบแทนเท่านั้น

หนุ่มร่างสูงลอบถอนหายใจ ไม่นึกว่าฮีชอลจะเปลี่ยนไปขนาดนี้

 

เปลี่ยนไป... จนชีวอนต้องกลับมาคิดทบทวนใหม่ ว่าเขาคิดถูกจริงๆหรือที่เดินเข้ามาทักฮีชอลแบบนี้ และขอนั่งด้วยแบบนี้ หลังจากที่ไม่ได้พบหน้ากันมาสามปี

 

ร่างสูงจ้องมองหนุ่มรุ่นพี่เก็บข้าวของอยู่สักครู่ก็ตัดสินใจยื่นมือเข้าไปช่วย “ผมช่วยถือ”

“ไม่เป็นไร” แต่ทว่าฮีชอลก็รีบชักของทั้งหมดกลับเข้าตัว ก่อนที่ชีวอนจะได้แตะต้องมัน ร่างบางรีบสะพายกระเป๋าขึ้นบ่า พลางเดินดุ่มๆออกจากร้าน ไม่ได้หันมาเหลียวแลคนที่เดินตามหลังมาแม้แต่น้อย

“พี่ฮีชอล... รถผมจอดอยู่อีกทาง” ชีวอนรีบตะโกนเรียกอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าฮีชอลกำลังเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่รถของเขาจอดอยู่

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องไปส่ง” ร่างบางเอ่ยไปพลางสาวเท้าเร็ว หมายจะเดินกลับบ้านลูกเดียว

เมื่อรั้งไว้ด้วยคำพูดไม่สำเร็จ ชีวอนจึงวิ่งเหยาะๆไปดักหน้าหนุ่มรุ่นพี่

“นี่... จะมาขวางทำไม?” ร่างบางพยายามหลบเลี่ยง แต่ไม่ว่าจะก้าวไปทางซ้ายหรือขวา ชีวอนก็เอาแต่ก้าวมาบังไม่ให้เขาเดินต่อ “ชีวอน ฉันจะกลับบ้าน!”

“ก็ถึงจะขับรถไปส่งนี่ไง... พี่จะบ้าเหรอ นี่มันตีหนึ่งนะ มืดจะตายชัก”

“ฉันก็กลับของฉันอย่างนี้ทุกวัน” ฮีชอลยังคงพยายามจะเบี่ยงตัวออก แต่ก็ไม่พ้นเสียที ในที่สุดแขนบางก็โดนหนุ่มรุ่นน้องคว้าไว้ “นี่! จะทำอะไร?" ปากก็เถียงด้วยความหงุดหงิด แต่ใบหน้ากลับร้อนผ่าวและขึ้นสีแดงเรื่อ

“ไม่เข้าใจหรือไงว่ามันอันตราย?”

“ฉันเป็นผู้ชายนะชีวอน”

“ก็นั่นแหล่ะ...” แต่สวยกว่าผู้หญิงอีกนะ พี่ลืมไปรึเปล่า? ชีวอนนึกอยากตอบเช่นนั้น

“ก็แล้วไงล่ะ? ก็ปล่อยสิ!” ร่างบางพยายามสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของชีวอน แต่ก็ไม่เป็นผล แขนเรียวสะบัดแรงขึ้น พร้อมกับอุณหภูมิบนใบหน้าที่ชักจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ

“พี่ฮีชอล ขอร้องล่ะ ให้ผมไปส่งเถอะ”

ฮีชอลยังคงดื้อรั้น

 

“ถือว่าเป็นการขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีที่แล้ว...นะครับ” 

 

“......”

 

ได้ผล... ฮีชอลนิ่งชะงัก

“แค่ไปส่งหน้าบ้านเฉยๆ เดินคนเดียวมันอันตราย” รอยยิ้มอ่อนโยนประดับไว้บนใบหน้าของชีวอน แววเกรี้ยวกราดในตากลมโตของฮีชอลดูอ่อนแสงลง เมื่อได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนนั่น

เพียงได้ยินคำว่า ขอโทษ หลุดออกมาจากปากชีวอน ฮีชอลก็ไปต่อไม่ถูก

“นะพี่... ให้ผมไปส่ง นะๆๆๆๆ” ได้ทีก็อ้อนไม่หยุด

ร่างบางขมวดคิ้วมุ่นมองคนตรงหน้าชั่วครู่ ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมา “เฮ้อ... แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ”

 

หนุ่มรุ่นน้องยิ้มร่าเมื่อคนตรงหน้ายินยอม

 

“แล้วรถนายอยู่ไหน? เร็วๆ ฉันง่วงแล้ว”

 

ฮีชอลได้แต่บ่นเงียบๆในใจ... นี่ซานตาคลอสส่งอะไรมาให้เขาฉลองวันคริสต์มาสอีกเนี่ย!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC

 

 

 

ในที่สุด... ก็คลอดออกมาซักที

กว่าจะถูกใจ - -"

สำหรับคนที่อาจจะงงเรื่องศัพท์เกี่ยวกับกาแฟนะคะ

ดับเบิล-ช็อต (double-shot) คือการเพิ่มชอตกาแฟค่ะ ทำให้กาแฟเข้มขึ้น (โดยปกติแล้ว ถ้าเพิ่มชอตกาแฟราคาก็จะเพิ่มตามไปด้วย)

บางทีอาจมีทริปเปิ้ล-ช็อตด้วย (กาแฟจะเข้มมาก เพื่อนปรางสั่งมาแล้ว 555)

อันที่จริงนิสัยฮีนิมว่าด้วยการสั่งดับเบิล-ช็อตนี้เป็นนิสัยส่วนตัวของปรางเองล่ะ - -" ปรางกินกาแฟให้ตายยังไงก็ยังหลับสนิท กาแฟทำอะไรดิชั้นไม่ได้ 55555

 

พรุ่งนี้... make it, make me เจอกันค่ะ :)

Comment

Comment:

Tweet

อ่านแต่ในเด็กดี...ซึ่งหาวอนซินยากเหลือเกินตอนนี้ และในที่ที่สุดก็มาเจอวอนซินที่ตามหา ....
ฮีที่เกลียดคริสต์มาส...กับผู้ชายที่ทิ้งอดีตไว้ให้เมื่อสามปีก่อน น่าติดตามมากๆๆๆเลย
จะคอยติตามต่อไปเรื่อยๆๆนะค๊า

#11 By My main is Hee on 2011-11-26 08:37

ในระหว่างรอตอนใหม่ ก็มาอ่านตอนเก่าๆ อีกรอบ อุอุ ^ ^

#9 By PookiE (61.90.26.124) on 2011-11-13 13:20

วิ้วววววววววววววว ตอนแรกก็ทำเอาคิดไปต่างๆนานา
โดยเฉพาะเรื่องเมื่อสามปีก่อน มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย

นี่ยังดีนะที่ฮีชอลยังคงพูดด้วย
นั่นแสดงว่าเรื่องคงไม่ร้ายแรงถึงขั้นตัดพี่ตัดน้อง

ได้แค่นี้ก็บุญแล้วชเวเอ๋ย แค่ฮีชอลแทนตัวเองว่าพี่ก็บุญแล้วกับสิ่งที่นายทำไว้ (รู้หรือไงว่าทำอะไร?)

ต้องไปอ่านตอนต่อไป (แต่ไม่ใช่บัดเดี๋ยวนี้ เพราะมันตีสามกว่าแล้วอ่ะ)

#8 By VdarkEyE on 2011-05-06 03:13

ตามลิงค์มาจากฟิคคุณเชยค่ะ

สนุกๆๆ ชอบๆ แนวนี้เลย แบบมีอดีตอันขมขื่น แน่ๆเลย

ชักอยากรู้แล้วล่ะสิ....

#7 By Rella on 2011-04-15 07:10

ชเวน่ารักอ่ะ 55555555><
ว่าแต่ไปทำอะไรฮีเค้าไว้เน้อ(?)
ฮีก็ใจอ่อนใจจริงๆ(ก็ชเวเค้าน่ารักขนาดนั้นจะไม่ใจอ่อนได้ไง)

ชเวพูดถูก
“ก็นั่นแหล่ะ...” แต่สวยกว่าผู้หญิงอีกนะ พี่ลืมไปรึเปล่า?

#6 By kuran on 2011-04-15 00:39

มันเกิดอะไรขึ้น = =\'\'
เมื่อสามปีที่แล้วกันเนี่ยยยย !!! หา!!!
วอนไปทำอะไรคิมฮีไว้ ทำไมคิมฮีถึงเป็นแบบนี้

แกไปทำเรื่องใจร้ายอะไรไว้ฮะเชว???? = =\'\'
น่าจับตีก้นซะให้เข็ด !

#5 By alone_nook (125.26.40.101) on 2011-04-13 20:29

น้องปรางงงงงงงงงงงงงง พี่มาแล้วววว

อ่านแล้วมันทำให้นึกถึงแฟนเก่าคนนึงของพี่ที่คบๆเลิกๆ และเลิกจนถาวร ฮ่าๆ
ตอนแรกมันยังงงงวยตรงที่ สามปีที่แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับสองคนนี้กันนะ ทำไมถึงเลิกกัน อ่านดูก็รู้เลยว่าเคยเป็นแฟนกันและต้องรักกันมากๆ
ฮีชอลลุคนี้ถือว่าเป็นคาแรคเต้อปกติของแฟนเก่ารึเปล่า อันนี้พี่ไม่แน่ใจคนอื่นเป็นรึเปล่า แต่พี่เป็น ภายนอกโชว์พาวว่าเราเข้มแข็งขึ้น ไม่มีนายเราก็อยู่ได้ แต่ในใจกูเจ็บมากเลยอ่ะ ยิ่งมาเจอหน้ากันอีก อะไรบางอย่างเลยทำให้เราปั้นปึงใส่อีกคนทั้งๆที่อยากกอดแทบตายอ่ะนะ
ส่วนซีวอน พี่ว่ามันกวนตีนนนอ่ะะะ อันนี้มองในแง่แฟนเก่าเหมือนกัน เป็นพี่พี่จะน้อยใจผู้ชายคนนี้มากกก มึงเข้ามาแบบอะไรวะ ทำตัวไม่รู้สึกรู้สา ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งๆที่เราจะบ้าตายแล้ว แต่ก็นั่นแหละ ซีวอนคงจะมีอารมณ์ที่ซุกซ่อนอยู่ล่ะมั้ง แต่ไม่รู้เว้ย กูเคือง ไม่ชอบ ฮ่าๆๆๆ (พาล- -)

ชอบอ่าาาา คริสมาสต์อีฟด้วย หิมะตก หน้าหนาว กอดกันเถอะนะทั้งสองคน อิอิ
ขอบคุณน้องปรางจ้า

#4 By kumameaw on 2011-03-18 02:27

อุกรี๊ดดดดดดดดดดดดดด (กรีดร้องนำมาเลย)
และแล้วคุณปรางก็เข็นวอนซินออกมาให้ได้ชื่นชม >"<
เปิดตัวด้วยฮีที่แสนเย็นชา แถมยังเกลียดเทศกาลที่คนทั้งโลกต่างเฝ้ารอ
เกิดอะไรขึ้น? เมื่อ 3 ปีก่อนวอนทำอะไรฮี ทำไมถึงทำให้ฮีเปลี่ยนเป็นคนละคนแบบนี้ได้??? แถมวอนเองก็ยังรู้สึกผิดถึงขั้นต้องพูดขอโทษอีกด้วย...อุ้ย!! จิ้น

สุดท้ายพี่ฮีก็ยอมให้น้องวอนไปส่ง เชยอดคิดไม่ได้นะคะว่าฮีไม่ได้โกรธวอนอย่างจริงๆ จังๆ อะไรนัก อืม...มันไม่มีทางหรอกที่คนที่เกลียดกันจริงๆ จังๆแถมเพิ่งจะได้เจอหน้ากันครั้งแรกในรอบหลายปี จะยอมโอนอ่อนให้ถึงขนาดนี้
ฮึ้ย!!! อยากรู้ว่าเบื้องหลังมันคืออะไร แปะเรทNC17 ไว้ด้วย อ้ายยยย คาดหวัง เอ้ย!! ลุ้นมากค่ะ

จะรออ่านบทต่อไปนะคะ ^^

#3 By Khuncheay on 2011-03-11 01:29

ชเวฮี !! (เราจะเรียกให้มันไม่ซ้ำ 5555)
มันมาแล้ว มันมาแล้ว มันมาแล้ว วววว =[]= ..
เอาล่ะ โอเค ไม่เมนก็อ่านว๊ะ XD

รอเมคอิท ดราม่าว์กันต่อไป *
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By rafael.jetaime+ on 2011-03-10 23:50

แปะไว้ก่อน!!!!!!!!!
คู่เมนพี่เลย อร้ากกกกกกกกกกกกกกก

#1 By kumameaw on 2011-03-10 23:24