[SF-WonCin] "Moonburn"

posted on 21 Mar 2011 23:15 by teashop-inglenook in WonCin-ShortFiction

"Moonburn" 

Author: Palmira
Status: Short Fiction
Pairing: Siwon x Heechul (WonCin)
Fandom: Super Junior
Rating: NC17
Theme song: "Insatiable" - Darren Hayes

 

 

 

 

มันคือ...ฟิคชั่ววูบบบบบ

 

-------------------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

When moonlight crawls along the street

Chasing away the summer heat

Footsteps outside somewhere below

The world revolves, I’ve let it go

 

 

 

 

 

 

11.00 PM

 

ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัดของเวลาห้าทุ่ม รถเก๋งสีดำยังคงส่งเสียงครางหึ่งแผ่วเบา ชายหนุ่มผู้นั่งอยู่หน้าพวงมาลัยลดกระจกลง พร้อมยื่นท่อนแขนแกร่งใต้เสื้อเชิ้ตขาวออกรับแสงจันทร์ ตาคมจับจ้องอยู่ที่บานประตูหนาทางขวามือ เหนือบานประตูมีป้ายเหล็กสีเงินเขียนไว้ว่า ศูนย์สารนิเทศคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัย M

ชายหนุ่มยกนาฬิกาขึ้นมือขึ้นดู เข็มสั้นชี้เลขสิบเอ็ด เข็มยาวชี้เลขสอง ห้าทุ่มสิบนาที เวลาที่ถือว่าดึกพอสมควรสำหรับมนุษย์ผู้ออกหากินยามกลางวัน ทว่าสีหน้าของชายหนุ่มกลับไร้วี่แววรีบร้อนอยากกลับบ้าน ท่อนแขนขวายังคงพาดไว้บนขอบหน้าต่าง เพื่อรับลมเย็นกลางฤดูร้อนที่ยิ่งดึกเท่าไหร่สายลมก็ยิ่งพัดพาเอาความเย็นสบายมามากเท่านั้น

การจอดรถนิ่งๆอยู่หน้าห้องสมุดอันเงียบงันยามห้าทุ่มไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับชายหนุ่ม เขารู้ดีว่าห้องสมุดแห่งนี้ปิดให้บริการตอนเที่ยงคืนตรง ใครบางคนที่เขารอคอยคงยังง่วนอยู่กับการหาหนังสือเพื่อทำวิทยานิพนธ์หลังประตูบานหนานั่น

ชายหนุ่มละสายตาออกจากประตูห้องสมุด ตาคู่คมไร้วี่แววอ่อนล้าแม้จะดึกมากแค่ไหนก็ตาม วิถีสายตาทอดมองออกไปยังท้องถนนมืดสลัวเบื้องหน้า มีเพียงแสงไฟเลือนลางจากเสาไฟฟ้าที่เรียงรายเป็นแถวเท่านั้น...ที่ช่วยทลายกำแพงความมืดยามดึกแบบนี้ ไม่ว่าจะสอดส่ายสายตาไปทางไหน ก็แทบไม่พบร้านรวงใดๆที่ยังเปิดให้บริการอยู่ ทุกอย่างมืดมิด เงียบงัน ไม่มีแสงสียามค่ำคืนใดๆที่จะมาส่องสว่างท้าทายแสงจันทร์สีขาวนวลเบื้องบน

ชายหนุ่มชอบมองพระจันทร์ดวงกลมที่ลอยค้างอยู่บนผืนฟ้ากำมะหยี่ พระจันทร์ค่อยๆทำองศาสูงขึ้นเมื่อเวลาล่วงเลยเข้าใกล้เที่ยงคืน ลำแสงสีนวลสาดอาบพื้นถนนคอนกรีตเปลือยเปล่า สาดอาบลงบนท่อนแขนของเขาที่ยืนออกไปรับลมยามดึก และสาดลงมายังที่นั่งข้างคนขับที่บัดนี้ยังคงว่างเปล่า ไร้วี่แววผู้ใดมาจับจอง

ผู้ที่จะมาจับจองก็คงจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้...นอกเสียจากใครคนหนึ่งที่ยังคงอ่านหนังสือหัวฟูอยู่หลังบานประตูบานหนานั่น

หลังจากที่พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไป ไอร้อนก็ค่อยๆลอยตัวขึ้นจากพื้นถนน ยิ่งตกดึกมากเท่าไหร่ ความเย็นที่มาพร้อมกับแสงจันทร์ก็ยิ่งแผ่ออกเป็นรัศมีวงกว้าง ความสงบนิ่งยามราตรีแผ่กระจายออกไปทุกหนแห่ง

ชายหนุ่มเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าของเหล่าปัญญาชนที่เดินดุ่มๆออกมาจากประตูบานหนา จ้องมองอยู่เพียงไม่นาน คนที่เขารอคอยก็ปรากฏตัว ใบหน้าคมคลี่ยิ้มหวานให้กับภาพที่เห็น บุคคลที่เขารอคอยโบกมือลาเพื่อนทีละคน ก่อนจะผันสายตามามองรถเก๋งสีดำอันคุ้นตา

ทันทีที่ตาคู่สวยเคลื่อนมาบรรจบที่ใบหน้าของบุคคลผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ เจ้าของดวงตาหวานนั้นก็ยิ้มร่าออกมา ผมสีนิลพลิ้วไปตามแรงลม มือเรียวพยายามทัดริ้วผมเส้นเล็กไว้หลังใบหู สองขาเรียวก้าวเร็วตรงมาทางรถเก๋งสีดำ

ร่างบางเดินอ้อมหน้ารถไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับอย่างรู้หน้าที่ พร้อมหย่อนกายลงนั่งบนที่ที่เรียกได้ว่าเป็น ที่นั่งประจำ ของเขา

“เฮ้อ...” ผู้มาใหม่ลอบถอนหายใจก่อนจะผันสายตามามองชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของรถ ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มบางๆออกมา “พี่ทำให้นายต้องรออีกแล้วใช่มั้ย” น้ำเสียงที่ชายหนุ่มฟังเท่าไหร่ก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อกล่าวออกมา สำหรับเขา...ประโยคนั้นเปรียบเหมือนคำขอโทษทางอ้อม คำขอโทษที่ตนเองไม่เคยเรียกร้องให้อีกฝ่ายต้องมาขอโทษเขาด้วยซ้ำ ทุกคืนที่มาจอดรถเฝ้ารอแบบนี้ เขาทำไปด้วยความเต็มใจและความเคยชิน ไม่เคยคิดว่ามันเป็นภาระหรือเป็นภารกิจส่วนเกินของชีวิตเลยสักครั้ง

“ผมบอกพี่แล้วไงว่าอย่าพูดแบบนั้นอีก” ชายหนุ่มเจ้าของรถเอ่ยพลางดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด มือซ้ายเปลี่ยนเกียร์ พร้อมกับที่เท้าขวาเหยียบคันเร่งพารถคันเก่งแสนเก่าออกแล่นไปบนท้องถนนเงียบสงัด

“แต่พี่อึดอัดนะ... พี่บอกแล้วไงว่าไม่ต้องรอก็ได้ ถ้ามันดึกขนาดนี้” เอ่ยเอื้อนความเกรงใจออกไป ทว่าน้ำเสียงกลับไม่หนักแน่นพอจะที่ยืนยันว่าเขา เกรงใจ ชายหนุ่มจริงๆ

และเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ทัน “ปากไม่ตรงกับใจเลยนะพี่ฮีชอล... ชอบให้ผมรอพี่แบบนี้ก็บอกมาเถอะ”

เจ้าของชื่อ ฮีชอล เหลือบหางตามองค้อนคนข้างๆ คิ้วเรียวขมวดเป็นปมหลวมๆ นึกอยากสรรหาถ้อยคำมาเถียง แต่ร่างบางกลับจนด้วยเหตุผล เพราะมันก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า เขาดีใจทุกครั้งที่เดินออกมาจากห้องสมุดแล้วเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยส่งยิ้มมาให้ อุ่นใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของเจ้ารถเก่าคันนี้ครางหึ่งอยู่ในความเงียบ

ฮีชอลหมุนกระจกรถลงจนสุด ด้วยความที่เป็นรถรุ่นเก่า การลดกระจกลงจึงไม่ใช่แค่การแตะปลายนิ้วกดปุ่มเบาๆแล้วกระจกก็เลื่อนลงมา ฮีชอลต้องทุ่มกำลังแขนเพื่อหมุนที่จับอยู่หลายรอบ ถึงจะไม่รวดเร็วทันใจแต่ฮีชอลก็มองในแง่ดีว่าอย่างน้อยก็เป็นการออกกำลังกล้ามเนื้อแขนก่อนนอน

“พรุ่งนี้พี่มีเรียนรึเปล่า?”

“มีตอนเก้าโมง ทำไมเหรอ?”

เก้าโมงเหรอ... ชายหนุ่มคิดในใจ “...เปล่าครับ” ปากตอบปฏิเสธไป แต่ใจกลับไม่ได้คิดอย่างที่ปากพูด

แน่นอนว่าฮีชอลจับพิรุธของอีกฝ่ายได้ ริมฝีปากสวยยกยิ้มอย่างรู้ทัน “รู้นะคิดอะไรอยู่”

“ว้า...แย่จัง” ร่างสูงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ การประชดประชันอย่างจงใจนั่นดูน่าหมั่นไส้ไม่น้อยในสายตาฮีชอล ถึงปากจะพูดว่า แย่จัง แต่สายตาและรอยยิ้มมุมปากนั่นกำลังร้องออกมาเป็นคำพูดที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

“หึ... เจ้าเล่ห์นักนะชีวอน”

“ไม่นะพี่ ผมออกจะไร้เดียงสาขนาดนี้”

“เออ ไร้เดียงสายิ่งกว่าเอ็มบริโอ!” เมื่อรุ่นน้องประชดมา มีหรือรุ่นพี่จะไม่ประชดกับ

“อะไรเนี่ยพี่ อะไรคือเอ็มบริโอ?” ชีวอนถามเจือด้วยเสียงหัวเราะ จู่ๆรุ่นพี่หน้าหวานก็ใช้ศัพท์วิชาการในการประชดเขา

“เอ็มบริโอคือตัวอ่อนระยะแรกของทารกในครรภ์มารดา”

“...แหม ประชดซะขำไม่ออก”

ลมเย็นยามดึกยังคงตีเข้ามาในรถ ยิ่งกระจกทั้งสองด้านลดลงจนสุดด้วยแล้ว ริ้วลมเย็นเยือกยิ่งกระหน่ำใส่ร่างทั้งสองในรถ อวลอากาศร้อนระอุเมื่อตอนกลางวันดูเหมือนจะลอยหายไปหมดแล้ว ผืนโลกถูกชโลมด้วยไอเย็นจากสายลมและลำแสงสีขาวนวลจากดวงจันทร์

ร่างบางยื่นแขนออกไปนอกหน้าต่าง วางท่อนแขนเรียวพาดไว้บนขอบกระจก ตาคู่สวยพริ้มหลับอย่างสบายอารมณ์ ผิวขาวผ่องเหมือนน้ำนมอวดอ้าท้าแสงจันทร์ เจ้าของเรียวแขนนั้นกางนิ้วทั้งหาออกจนสุดความยาว ราวกับต้องการหยอกล้อกับลมแรงที่พัดเข้าปะทะฝ่ามือ ชีวอนเหลือบหางตามองแขนขาวที่ยื่นออกรับลม พลันมุมปากก็แอบยกยิ้มโดยที่ฮีชอลไม่ทันสังเกตเห็น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

00.00 AM

 

“เสร็จรึยัง? ทำไมวันนี้นานจังเลยล่ะ” เสียงหวานกระเง้ากระงอดถามบุคคลผู้เป็นเจ้าของห้องนอน

ในคอนโดห้องเล็กของชีวอน ชายหนุ่มนั่งหลังพิงกำแพงอยู่ไม่ห่างไปจากเตียงนอนนัก ขาข้างหนึ่งชันขึ้นเพื่อเป็นที่วางแผ่นกระดานสำหรับวาดรูป บนกระดานสีน้ำตาลแผ่นบาง ชีวอนกำลังจรดปลายดินสอสีเข้มลงบนกระดาษขาว

“ใจเย็นๆสิครับ” เสียงทุ้มเอ่ยบอกร่างบางที่ส่งเสียงบ่นมาจากบนเตียง ตาคมมองเจ้าของเสียงอิดออดนั่นสลับกับแผ่นกระดาษตรงหน้า ปลายดินสอจรดลงไปทีละเส้น จนภาพในกระดาษก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ชายหนุ่มอาศัยเพียงแสงขาวนวลเจิดจ้าของดวงจันทร์เป็นแสงสว่างเพียงแหล่งเดียวในการสร้างงานศิลปะของตนเอง

ตาคมจับจ้องบุคคลผู้เป็นต้นแบบให้แก่ภาพวาดของเขา เรือนผมสีนิลระปรกซีกแก้มเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่อาจบดบังนัยน์ตาคู่สวยที่ทำเอาคนวาดใจเต้นรัวทุกครั้งที่ได้จ้องกลับ ซีกหน้าหวานซุกลงหาไออุ่นจากหมอนนุ่ม ริมฝีปากสีสดยิ่งดูอิ่มเอิบเมื่อเจ้าของริมฝีปากนั้นคลี่ยิ้มบางๆส่งมาให้คนวาด ตาคู่คมไล่มองลงมายังไหล่มน ก่อนจะไล่เรื่อยไปยังแผ่นหลังบางที่ไร้อาภรณ์ใดห่มคลุม ผิวเนื้อนวลละเอียดอวดอ้าท้าแสงจันทร์ที่สาดเข้ามาจากทางหน้าต่าง ลำแสงสีขาวยิ่งขับให้ผิวนั้นขาวผ่องดุจน้ำนม

ชีวอนยิ่งยิ้มกว้างเมื่อสังเกตเห็นหยดเหงื่อเล็กละเอียดที่เกาะพราวอยู่บนแผ่นหลังขาวนวลนั้น

ผ้าห่มผืนหนาห่มคลุมร่างกายของฮีชอลขึ้นมาถึงสะโพกมนเท่านั้น ใต้ร่างบางคือผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่ที่มีเรื่องราวของคนทั้งคู่สลักเสลาอยู่เต็มไปหมด

“ถ้าวาดนานขนาดนี้ต้องวาดให้สวยนะ” ฮีชอลยื่นคำขาด

“ครับแม่” คำตอบประชดประชันนั่นทำให้ร่างบางนิ่วหน้าอย่างนึกรำคาญ พลางส่งเสียงจิ๊จ๊ะเบาๆอย่างหมั่นไส้ “โธ่แม่...อย่าขี้หงุดหงิดแบบนั้นสิครับ” ชีวอนสนุกทุกครั้งที่ได้ยั่วโมโหคนบนเตียงเล่นๆ เขาหลงรักในอารมณ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของฮีชอล ใครต่อใครต่างพากันกลัวไม่กล้ายั่วโมโหร่างบาง แต่ชีวอนกลับมองว่ามันเป็นเรื่องสนุกและท้าทาย ชายหนุ่มนึกภูมิใจในตนเองทุกครั้ง...ที่สุดท้ายแล้วคนที่จะปราบพยศรุ่นพี่หน้าหวานลงได้ก็มีเพียงเขาคนนี้คนเดียว

“ชีวอน เดี๋ยวพี่ก็ง่วงหรอก”

“ใกล้เสร็จแล้ว อีกนิดเดียวครับแม่”

“เลิกเรียกว่าแม่ซักทีได้มั้ย!”

“ก็พี่อยากบ่นเป็นคนแก่เองทำไม?” ยอกย้อนจนฮีชอลนึกอยากจะลุกจากเตียงไปต่อยหน้าซักหมัดสองหมัด

ปลายดินสอยังคงจรดลงบนกระดาษขาว เส้นโครงที่ร่างไว้เริ่มดูมีมิติมากขึ้นเมื่อชายหนุ่มแรเงาลงไป ชีวอนใส่ใจในทุกรายละเอียดของแสงและเงาบนเรือนร่างของฮีชอล ตาคมลอบมองใบหน้าออดอ้อนนั่นทุกครั้งที่สบโอกาส แววตาเว้าวอนคู่นั้นทำให้ชีวอนอยากจะวางดินสอลง และโยนแผ่นกระดานวาดรูปออกไปให้ไกลตัว เพื่อเดินเข้าไปมอบจูบหวานลงบนริมฝีปากอิ่มของฮีชอล... ริมฝีปากที่เอาแต่ยิ้มยั่วยวนเขา

เขารู้ว่าฮีชอลไม่มีทางง่วงนอนอย่างที่ปากพูด ...ไม่มีทางแน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

We build our church above this streets

We practice love between these sheets

The candy sweetness scent of you

It bathed my skin, I’m stained by you…

 

 

 

 

01.00 AM 

 

ชีวอนชอบมองหยดเหงื่อเล็กละเอียดที่เกาะพราวอยู่บนแผ่นหลังขาวนวล ...ชอบจ้องมองมันเวลาวาดรูปฮีชอล และชอบจ้องมองมันเวลาเรือนกายของทั้งคู่แนบชิด

ชายหนุ่มหลงใหลในความเป็นคนอารมณ์ร้ายของฮีชอล อารมณ์ขึ้นๆลงๆที่คาดเดาไม่ได้นั่นเป็นเรื่องท้าทายสำหรับชีวอน และตอนนี้ชายหนุ่มก็กำลังพยายาม ปราบ อารมณ์ร้ายของร่างบางด้วยอารมณ์ที่ ร้ายกว่า ของตัวเขาเอง

“อะ...อา...”

แขนแกร่งรั้งเอวบางของร่างที่นอนคว่ำขึ้นมา พลางส่งมอบจังหวะอันอ่อนโยนแต่ลุ่มลึกไปให้ ชายหนุ่มเรียนรู้ที่จะไม่เร่งรีบ เพราะเขารู้ดีว่าจังหวะรักอันเนิบช้าแบบนี้นี่แหล่ะ...ที่ทำให้อีกฝ่ายทรมานและต้องการเขามากขึ้น

แผ่นหลังชื้นเหงื่อไหวกระเพื่อมอยู่ใต้แสงจันทร์ ผิวขาวนวลยิ่งดูผุดผ่องเมื่อร่างกายอัดแน่นไปด้วยความต้องการ ผิวกายทั่วทั้งเรือนร่างบางขึ้นสีแดงระเรื่อ... สีที่ลงตัวพอดีกับสีขาวซีดจากแสงจันทร์ที่สาดอาบลงบนร่างนั้น

ห้องนอนแห่งนี้เป็นเหมือนโบสถ์หลังเล็กของคนทั้งคู่ โบสถ์ที่จะไม่มีใครอื่นย่างกรายเข้ามา ไม่มีใครมาขวางกั้นความรักที่ถ่ายทอดให้แก่กันและกันไม่รู้จบ ...ทั้งสองร่าง แต่งงานกัน โดยมีแสงจันทร์สีขาวนวลเป็นประจักษ์พยาน ไม่มีการกล่าวคำสาบาน ไม่มีเพื่อนเจ้าบ่าว ไม่มีเพื่อนเจ้าสาว ไม่มีเสียงออร์แกนบรรเลงเพลงแต่งงาน และไม่มีการโยนช่อดอกไม้ขึ้นฟ้าเพื่อเฟ้นหาบุคคลที่จะมาเป็นเจ้าสาวคนต่อไป

จะมีเพียงเจ้าบ่าวที่เลิกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวขึ้นอย่างเบามือ ก่อนจะโน้มใบหน้าคมลงจุมพิตแผ่วเบาบนริมฝีปากอิ่ม สัมผัสตอนแรกเริ่มมักเนิบช้า อุ้งมืออุ่นค่อยๆรั้งร่างของเจ้าสาวเข้ามากอดไว้แนบอกอย่างถะนุถนอม แต่แล้วไออุ่นที่ถ่ายทอดแก่กันและกันกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ช่วยจุดเพลิงแห่งความต้องการให้ค่อยๆโหมแรงขึ้น จากกองไฟดวงน้อยที่สั่นระริกอยู่ในแรงลม กลายเป็นเพลิงกองยักษ์ที่ไม่หวั่นแม้พายุจะกระหน่ำเข้าโจมตี

แผ่นหลังบางเต็มไปด้วยตราประทับสีกลีบกุหลาบ เจ้าของแผ่นหลังนั้นยังคงครางกระเส่าไม่รู้จบ ยิ่งอีกฝ่ายอ่อนโยนกับเขามากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทรมานมากขึ้นเท่านั้น

“อา...ร...เร็วสิ...”

“ใจเย็นๆสิครับ” แม้แต่ในเวลาแบบนี้ ชีวอนก็ยังบอกให้ร่างบางใจเย็นๆ อุ้งมือแกร่งกระชับเอวบางไว้มั่นพลางค่อยๆเร่งจังหวะขึ้นอีกเล็กน้อย แต่ในความเร็วที่เพิ่มขึ้นเพียงน้อยนิดนั้น มันกลับทำให้ทั้งเนื้อทั้งตัวของฮีชอลยิ่งสั่นระริก ...ยังคงต้องการมากกว่านี้ ...ลุ่มลึกกว่านี้

แขนเรียวที่ใช้คำยันร่างตัวเองอยู่พร้อมจะหมดแรงลงทุกเมื่อ จนมือบางต้องคว้าผ้าห่มมาไว้ในอุ้งมือ พร้อมจิกคมเล็บและขยำลงไปเพื่อระบายความรุ่มร้อนนี้

“ช...ชีวอน...อา...ไม่ไหว...ไม่ไหวแล้ว”

รอยยับบนผ้าปูที่นอนยิ่งเห็นเป็นริ้วชัดขึ้น เมื่อร่างสูงที่เป็นผู้คุมเกมเริ่มเร่งจังหวะอีกครั้ง ผืนผ้าสีขาวซึมซับหยาดเหงื่อของทั้งคู่ไว้ เหมือนหน้ากระดาษที่มีรอยดินสอขีดเขียนลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า อวลอากาศในห้องเจือไว้ด้วยไอร้อนจากลมหายใจของคนทั้งคู่

เมื่อเห็นว่าร่างบางตรงหน้าเริ่มจะประคองตัวเองไว้ไม่ไหว ร่างสูงจึงพลิกร่างนั้นให้นอนหงาย แผ่นหลังชื้นเหงื่อแนบราบลงบนฟูกที่นอน ทาบทับรอยยับที่พร้อมจะซับหยาดเหงื่อจากร่างบางทุกเมื่อ ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความต้องการที่ยังไม่ได้ปลดปล่อย นัยน์ตาหยาดเยิ้มไปด้วยถ้อยคำขอร้องให้อีกฝ่ายช่วยพาตนเองไปให้ถึงฝั่งฝัน ...ไปถึงพร้อมๆกัน

“ร..เร็ว...สิ...” น้ำเสียงแหบพร่าฟังดูเหมือนใกล้ขาดใจเต็มที เสียงอ่อนล้าคละเคล้าไปกับจังหวะลมหายใจที่ยังคงไม่ทุเลาลง

ทว่าชีวอนกลับไม่คิด ตามใจ อีกฝ่าย กลีบปากอุ่นก้มลงขบเม้มเรือนกายขาวละเอียดให้คนถูกกระทำยิ่งทรมานมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ลมหายใจร้อนเป่ารดลงบนหน้าท้องแบนราบจนเจ้าของร่างต้องกระตุกวูบและหลุดเสียงครางออกมา ชีวอนปล่อยให้ริ้วลมหายใจร้อนของตัวเองหยอกล้ออยู่กับผิวชื้นเหงื่ออยู่ชั่วครู่ ...จงใจกลั่นแกล้ง ...แต่ก็สนุกทุกครั้งที่ได้เห็นผิวกายของฮีชอลสั่นระริก

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมา ตาคมจ้องลึกเข้าไปในตาคู่สวย อุ้งมืออุ่นคว้าเรียวขาขาวเอาไว้ ก่อนจะวางมันพาดไว้บนบ่า พลางโน้มใบหน้าลงพรมจูบบนผิวเนื้อที่โคนขาด้านในให้เจ้าของร่างเสียววาบเล่นๆ และในที่สุดร่างกายของทั้งคู่ก็ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง

“อา...” ฮีชอลแทบครางเสียงหลงเมื่อท่อนเนื้อนั้นดุนดันเข้ามาสุดความยาว มือบางเริ่มปัดป่ายไปทั่วผ้าปูที่นอนยับ จนกระทั่งร่างสูงขยับเข้าออก นิ้วทั้งสิบก็รีบขยุ้มกองผ้ายับยู่ยี่ไว้แน่นมือทันที ใบหน้าหวานเชิดขึ้นจนสุด ริมฝีปากปลดปล่อยเสียงครางไม่ได้ศัพท์ออกมา คลอคู่ไปกับเสียงลมหายใจกระชั้นถี่

เสียงที่ร่างสูงฟังกี่รอบๆก็ไม่เคยนึกเบื่อ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

And nobody knows you like I do

The world doesn’t understand

But I grow stronger in your hands

 

 

 

 

02.00 AM

 

ชีวอนกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าในโลกนี้...ไม่มีใครจะรู้จักฮีชอลได้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว พอๆกันกับที่ไม่มีใครรู้จักเขาดีเกินไปกว่าฮีชอลเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังคงมีคนบางพวกที่ไม่เข้าใจ

ร่างสูงเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดคลุมอาบน้ำสีขาว เรือนผมเปียกชื้น ปลายผมมีหยดน้ำเกาะพราว หยดเล็กจิ๋วเหล่านั้นพร้อมจะร่วงหล่นลงพื้นทุกเมื่อ

“ผมอาบเสร็จแล้วนะ” พูดกับใครบางคนที่ยังคงนั่งชันเข่าอยู่บนขอบหน้าต่าง ขอบหน้าต่างห้องนอนของชีวอนมีลักษณะคล้ายหลุมที่เจาะเข้าไปในกำแพง ทำให้มีพื้นที่ว่างเพียงพอให้ฮีชอลขึ้นไปนั่งทอดสายตามองท้องถนนอันเงียบสงัดยามดึกได้

“อืม” ร่างบางตอบรับโดยที่ยังคงไม่ละสายตาออกมาจากทิวทัศน์เบื้องนอก  ทั้งเนื้อทั้งตัวฮีชอลในตอนนี้มีเพียงผ้าห่มผืนหนาห่มคลุม ผ้าห่มที่เจ้าตัวลงทุนลากยาวมาจากเตียง ซึ่งผ้าผืนหนานั้นก็ปิดแค่เพียงช่วงขา ตั้งแต่หน้าท้องขึ้นไปจนถึงแนวอก เรื่อยไปจนถึงเนินไหล่เล็กไม่มีอาภรณ์ใดห่มคลุมสักชิ้น เจ้าของร่างนั้นยังคงอวดอ้าผิวขาวนวลท้าทายแสงจันทร์ รอยรักสีกลีบกุหลาบบนเรือนกายบางยิ่งปรากฏชัด

เมื่อเห็นว่าฮีชอลยังคงไม่ขยับตัว ร่างสูงก็ได้แต่ยกยิ้มให้กับภาพอันงดงามที่เห็น ตาคมปราดมองร่างของรุ่นพี่ที่ซุกตัวอยู่ในก้อนผ้าห่ม จะว่าซุกตัวมันก็ไม่เชิง เพราะเหมือนฮีชอลเองจะตั้งใจเผยผิวกายท่อนบนไว้ให้ปรากฏชัดแก่สายตาคนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จมากกว่า

แต่ก่อนที่ร่างสูงจะได้สาวเท้าเดินเข้าไปหาบุคคลตรงหน้า เสียงหนึ่งก็แผดร้องขึ้นก่อน ฝีเท้าของชีวอนชะงักลง พร้อมกันกับที่เจ้าของฝีเท้านั้นหันหน้าไปตามที่มาของเสียง

โทรศัพท์มือถือของเขา

ชีวอนคว้าวัตถุเครื่องเล็กมาไว้ในอุ้งมือ ตาคมมองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ คิดยังไงถึงได้โทรมาเอาป่านนี้ นิ้วโป้งกดปุ่มรับสาย “ว่าไงครับ”

“......”

“ครับ”

“......”

“แล้วคุณยังไม่นอนอีกเหรอ?”

“......”

“พรุ่งนี้ไม่ว่างครับ”

“......”

“ครับ”

“......”

“ไม่ต้องหรอกครับ ช่วงนี้ผมอยู่คอนโดตลอด ที่บ้านไม่มีคนอยู่ครับ เพราะคุณพ่อกับคุณแม่ไปเยี่ยมคุณตาคุณยายที่ต่างจังหวัด”

“......”

“ครับ ฝันดีครับ”

สิ้นบทสนทนานั้น ร่างสูงก็รีบวางสายก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนวางโทรศัพท์ลงที่เดิม ตาคมผันกลับไปหาร่างเดิมที่จับจองที่นั่งบนขอบหน้าต่าง ตาคู่สวยของฮีชอลกำลังมองมาที่เขา มองมาพร้อมรอยยิ้มหวานที่ประดับไว้บนริมฝีปากอิ่ม แต่แล้วคำถามที่ร่างบางถามมากลับทำให้หัวใจของคนถูกถามกระตุกวูบ

 

“ว่าที่คู่หมั้นโทรมาตามเหรอ?”

 

น้ำเสียงตอนถามฟังดูเรียบเฉยจนคนฟังนึกกลัว ...กลัวเพราะเขาเริ่มอ่านความคิดของฮีชอลไม่ออก ใบหน้าหวานยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่ รอยยิ้มเย็นที่ดูงดงามภายใต้แสงจันทร์สีขาวซีด แต่ก็ชวนให้เจ็บแปลบในใจเมื่อได้มอง เพราะรอยยิ้มเย็นแบบนี้...เป็นเพียงรอยยิ้มที่วาดอยู่บนริมฝีปาก แต่ตาสวยคู่นั้นกลับไม่ได้ยิ้มตามริมฝีปากเลยแม้แต่น้อย

ชีวอนรีบสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้ฮีชอล “พี่ก็รู้ว่าผมกับฮโยมินไม่ได้เป็นอะไรกัน”

ฮีชอลยังคงไม่ละสายตาออกจากใบหน้าคมของร่างสูง “พี่รู้... แต่ คนอื่น เขารู้แบบพี่กับนายด้วยรึเปล่า?”

“......”

คนอื่น ที่ว่าหมายถึงคนบางพวกที่ไม่เข้าใจชีวอนกับฮีชอลมากเท่ากับที่ทั้งสองคนเข้าใจกันและกัน

“มันก็แค่เรื่องคลุมถุงชนงี่เง่าของผู้ใหญ่” ร่างสูงยังคงพูดต่อ

“อันนั้นพี่ก็รู้... ว่ามันเป็นเรื่องคลุมถุงชน” รอยยิ้มเย็นยังคงโปรยมาให้ชีวอน รอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้ว่าคนยิ้มกำลังเจ็บ

“พี่ฮีชอลอย่ายิ้มแบบนั้นสิ”

“อ้าว แล้วจะให้พี่ร้องไห้รึไง”

“เปล่าครับ ไม่ใช่แบบนั้น” อุ้งมืออุ่นยกขึ้นประคองซีกหน้าหวาน นิ้วโป้งไล้เบาๆเข้าที่พวงแก้มเนียน “พี่ยิ้มเหมือนไม่ใช่พี่เลย”

“......”

“ปากพี่ยิ้ม แต่ตาพี่มันไม่ยิ้มเลยสักนิด”

“......”

“พี่ไม่เชื่อใจผมหรือไงว่าผมกับฮโยมินไม่ได้เป็นอะไรกันจริงๆ”

“พี่ยังไม่ได้พูดซักคำเลยนะว่าไม่เชื่อใจ...” รอยยิ้มเย็นยังคงไม่จางหาย ทว่าลำแสงสีขาวนวลที่สาดส่องลงมากลับทำให้ชีวอนยิ่งมองเห็นประกายไหวระริกในตาคู่สวย ใช่ ฮีชอลไม่เคยพูดว่าไม่เชื่อใจ แต่สิ่งที่กรีดร้องออกมาผ่านนัยน์ตากลมโตนั้นมันแทบจะตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

ฮีชอลระแวง แต่แสร้งทำเป็นไม่ระแวง... มันชวนให้คนมองเจ็บปวดยิ่งกว่าการได้เห็นฮีชอลกระฟัดกระเฟียดไม่พอใจด้วยซ้ำ

“ผมจะไม่มีทางโอนอ่อนตามพวกผู้ใหญ่เด็ดขาด”

“......” ซีกหน้าหวานแนบเข้าหาอุ้งมืออุ่นอย่างออดอ้อน ท่าทางที่ฮีชอลมักทำกับชีวอนเป็นประจำ แต่คราวนี้ชีวอนกลับใจหายขึ้นมาอย่างประหลาดเมื่อได้จ้องมองใบหน้าออดอ้อนตรงหน้า ดวงตากลมโตนี้ชวนให้เขาหลงใหลเสมอ ทว่าภาพที่เห็นตรงหน้ากลับไม่ใช่นัยน์ตาหวานหยาดเยิ้มหรือยั่วยวน หากแต่มันคือนัยน์ตาที่กำลังร่ำร้อง วิงวอน ฉุดรั้งไม่ให้ชีวอนทิ้งฮีชอลไปไหน

ฝ่ามือนุ่มทาบทับไว้บนหลังมืออุ่นของชีวอนที่ประคองอยู่ตรงซีกหน้าของตน ฮีชอลไล้ปลายนิ้วแผ่วเบาไปบนหลังมือนั้น ลากผ่านแนวกระดูก ข้อนิ้วและเส้นเลือดที่ปูดโปน มืออุ่นที่กำลังกุมไว้นี้คือมือที่คอยปรนเปรอความสุขให้ฮีชอลเสมอมา ตาคู่สวยยังคงไม่ละออกไปจากตาคู่คม

“พี่เชื่อผมเถอะ ผมจะไม่มีวันให้ใครมาบงการ เรา เด็ดขาด”

“......”

“แล้ววันหนึ่งเราสองคนจะได้เดินจูงมือกันเหมือนคนรักทั่วไป เราจะเดินควงแขนกันจนใครเห็นก็ต้องอิจฉา”

“......”

“คนทั้งโลกจะได้รู้ซักที...ว่าผมรักพี่ฮีชอลขนาดไหน”

ฮีชอลรับฟังทุกคำพูดของคนตรงหน้าอย่างตั้งใจ ถ้าชีวอนไม่จ้องเขาไว้แบบนี้ ฮีชอลก็ไม่มั่นใจว่าจะพยายามฝืนกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้นานแค่ไหน ความตั้งใจแน่วแน่ของชีวอนทำให้ร่างบางต้องกลืนน้ำตากลับลงคอ เขาจะร้องไห้ให้ชีวอนเห็นไม่ได้ เขาไม่อยากให้ชีวอนต้องไม่สบายใจไปมากกว่านี้

ฮีชอลตวัดแขนบางขึ้นรั้งท้ายทอยร่างสูงให้โน้มลงมาหาตน ก่อนที่ริมฝีปากจะบดเบียดเข้าหากันอีกครั้ง ในจังหวะที่ผละออกมา ชีวอนถือโอกาสลอบมองกลีบปากแดงฉ่ำที่เย้ายวนอยู่ตรงหน้า กลีบปากนุ่มยิ่งเชิญชวนให้สัมผัสเมื่ออยู่ใต้ลำแสงสีขาวน้ำนมเช่นนี้ ผละออกมาได้เพียงไม่นาน ใบหน้าคมก็ต้องโน้มกลับลงไปใหม่ ปลายลิ้นแตะลงเบาๆบนกลีบปากตรงหน้าให้เป็นเชิงขออนุญาตรุกรานเข้าไป เรียวลิ้นชื้นตวัดเข้าตักตวงความหวานในโพรงปากอุ่นทันที

เมื่อลิ้มชิมความหวานจนพอใจ สองริมฝีปากก็ผละจากกัน “จูบกันริมหน้าต่างแบบนี้ไม่กลัวใครมาแอบส่องกล้องดูหรือไง” ฮีชอลถามร่างสูงพร้อมรอยยิ้มทะเล้น

“พี่แคร์รึเปล่าล่ะครับ”

“......” ฮีชอลไม่ตอบ แต่กลับส่งสายตายียวนกลับมาให้ร่างสูง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Turn me on… never stop

Wanna taste every drop

My love for you… insatiable

 

 

 

 

02.30 AM

 

บทรักรอบที่สามของคืนจึงเริ่มบรรเลงขึ้นอีกครั้ง สองร่างกกกอดกันอยู่ริมหน้าต่าง ร่างสูงขึ้นนั่งแทนที่ฮีชอล แผ่นหลังกว้างพิงเข้ากับกำแพงหินอ่อนเย็นเฉียบ แต่เพียงไม่นานสัมผัสเย็นบาดเนื้อนั่นก็แปรเปลี่ยนเป็นสัมผัสร้อนรุ่ม

ชีวอนประคองร่างบางขึ้นนั่งบนตัก พื้นที่คับแคบตรงขอบหน้าต่างยิ่งทำให้สองร่างกกกอดกันแนบแน่นยิ่งขึ้น กลีบปากร้อนแลกจูบหวานกันเนิ่นนาน ก่อนที่ฮีชอลจะเป็นผู้คุมเกมครั้งนี้

ร่างบางกดสะโพกลงปรนเปรอท่อนเนื้อแข็งกร้าวของคนตรงหน้า มือขวายืดไหล่กว้างไว้แน่น มือซ้ายยันเข้ากับหน้าต่างกระจก ที่บัดนี้เต็มไปด้วยฝ้าขุ่นมัวเพราะความรุ่มร้อนที่แผ่ซ่านออกมาจากบทรัก

“อะ...อา...ชีวอน...” ทางรักที่กลืนกินแก่นกายเข้าไว้จนมิดเริ่มตอดรัดแน่น ร่างบางขยับสะโพกเชื่องช้าอยู่บนตักของร่างสูง เสียงครางหวานเล็ดรอดผ่านริมฝีปากออกมา

ยิ่งมานั่งอยู่ริมหน้าต่างแบบนี้ ลำแสงสีขาวซีดของดวงจันทร์ก็ยิ่งขับให้ผิวกายละเอียดของฮีชอลยิ่งผุดผ่อง เหงื่อกาฬผุดขึ้นตามแนวหน้าผาก เส้นผมเล็กละเอียดเคลือบติดไปกับซีกหน้าแดงก่ำ เหงื่อหยดใสไหลรินลงมาตามแนวสันจมูก เมื่อเจ้าของร่างขยับจังหวะรักมากๆเข้า น้ำหยดเล็กที่เกาะอยู่ที่ปลายจมูกก็ไหวระริก และร่วงเผาะลงกระทบหน้าท้องของร่างสูง

“อะ...อา...อา...ชีวอน...อา...ชีวอน...”

“อืม...พี่ฮีชอล...”

ต่างฝ่ายต่างเพ้อเรียกชื่อกันและกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทางรักยิ่งตอดรัดแน่นเมื่อปลายท่อนเนื้อร้อนสะกิดเข้าที่จุดอ่อนไหวภายในร่าง ฮีชอลทำท่าเหมือนจะล้มฟุบลงบนเนินไหล่ตรงหน้าหลายครั้ง แต่ก็ยังมีมือแกร่งที่คอยประคองสะโพกมนเอาไว้ คอยช่วยร่างบางให้ขับเคลื่อนบทรักต่อไปจนถึงจุดสิ้นสุด

เรือนกายไหวโยกยิ่งดูงดงามเมื่ออยู่ใต้ลำแสงสีนวลจากนอกหน้าต่าง มือขวาของฮีชอลยังคงรั้งไหล่กว้างไว้แน่นพลางจิกคมเล็กลงไปโดยไม่รู้ตัว มือซ้ายที่ยันไว้บนกระจกหน้าต่างก็เริ่มปัดป่ายไปมา รอยนิ้วมือปรากฏชัดบนกระจกที่ขึ้นฝ้า

เสียงกายกระทบกันดังคลอเคล้าไปกับเสียงลมหายใจกระชั้นถี่ของร่างทั้งสอง มือแกร่งยังคงเฝ้าประคองสะโพกบางไว้ และเมื่อจังหวะย้ำถี่ขึ้นเรื่อยๆ ความรุ่มร้อนในร่างกายก็ระเบิดออกเมื่อทั้งคู่ไปถึงฝั่งฝันแทบจะพร้อมๆกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

We never sleep

We’re always holding hands

Kissing for hours

Talking, making plans

I feel like a better man

 

 

 

 

03.00 AM

 

อีกไม่กี่ชั่งโมงก็จะถึงเวลาที่ดวงจันทร์จะลาลับขอบฟ้า แต่ชีวอนยังคงนอนลืมตา จ้องมองร่างบางที่นอนตาปรืออยู่ข้างกาย

อกบางไหวกระเพื่อมขึ้นลงด้วยจังหวะเนิบช้า เปลือกตาคู่นั้นหนักอึ้งพร้อมจะปิดลงทุกเมื่อ ทว่าฮีชอลเลือกที่จะข่มความง่วงของตนไว้ อีกไม่กี่ชั่วโมงพระอาทิตย์ก็จะมาเยือนขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เขายังอยากสูดเอาอวลอากาศอันอบอุ่นที่มีชีวอนอยู่เคียงข้างเอาไว้ให้เต็มปอด ทุกอณูอากาศในห้องนอนแห่งนี้เจือไว้ซึ่งไอร้อนจากลมหายใจของทั้งคู่

ชีวอนยังคงกุมมือบางไว้แน่น นิ้วเรียวประสานเข้าหากัน จะไม่มีทางแยกจากกันจนกว่ารุ่งเช้าจะมาเยือน และจนกว่าใครคนใดคนหนึ่งต้องลุกจากเตียง เพื่อกลับไปใช้ชีวิตตามปกติตามประสามนุษย์ผู้หากินตอนกลางวัน

ตาคมจ้องมองริมฝีปากของฮีชอลที่แดงช้ำเพราะจูบอันหนักหน่วง ซอกคอปรากฏรอยรักสีกลีบกุหลาบที่ตัวเขาเป็นผู้ประทับ ชีวอนยกข้อนิ้วขึ้นเกลี่ยริ้วผมที่ระปรกซีกหน้าหวาน “ไม่นอนเหรอครับ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไม่ใช่เหรอ?”

“ก็ทำไมชีวอนไม่ยอมนอนซักทีล่ะ” แทนที่จะตอบคำถาม ร่างบางกลับย้อนถามชีวอนพร้อมรอยยิ้ม

“พี่คิดว่าผมหลับลงเหรอ?”

“หึ... ต้องให้พี่ลุกไปจากเตียงล่ะสินายถึงจะหลับได้น่ะ” แต่ถึงปากจะพูดไปเช่นนั้น ฮีชอลก็ไม่ได้ยันกายลุกขึ้นนั่งเพื่อลุกไปจากเตียงตามที่ปากพูด ร่างบางยังคงทอดสายตามองมาอย่างอ้อยอิ่ง

“พี่ฮีชอล หลังพี่ทำวิทยานิพนธ์เสร็จเราไปเที่ยวที่ไหนไกลๆกันมั้ย?”

ริมฝีปากสวยของฮีชอลยิ่งคลี่ยิ้มหวาน “เราจะหนีตามกันไปเหรอ?” พลางตะแคงกายมาทางร่างสูง ตัวบางค่อยๆกระแซะเข้าหาไออุ่นอย่างออดอ้อน

ชีวอนยิ้มตอบ “นั่นสิ เราจะหนีตามกันไปดีมั้ยนะ ว่าแต่พี่ฮีชอลอยากไปเที่ยวไหนรึเปล่า?”

“ถามแบบนี้... นายจะพาพี่ไปเที่ยวทุกที่ที่พี่อยากไปงั้นสิ”

“มันก็ต้องดูความเป็นไปได้ด้วย” ร่างสูงตอบพลางรั้งเอวบางเข้ามากอดไว้แนบกาย พร้อมถือโอกาสแกล้งฮีชอลด้วยกันโน้มปลายจมูกเข้าใกล้แก้มใส ก่อนจะถูไถไปมาให้คนในอ้อมแขนจั๊กจี้เล่นๆ ชีวอนยิ้มกว้างให้กับความน่ารักของคนตรงหน้าจนใบหน้าคมปรากฏลักยิ้ม สุดท้ายก็อดไม่ได้ต้องจุมพิตเบาๆลงบนริมฝีปากอิ่มนั่นอีกครั้ง

“ถ้าพี่ตอบว่า พี่อยากไปเดินเที่ยวบนดวงจันทร์... นายจะพาพี่ไปมั้ย?” แววตาคู่สวยฉายแววซุกซน “เราจะได้เดินจูงมือกันจนมนุษย์ต่างดาวอิจฉาไง”

ชีวอนหลุดขำเมื่อได้ยินประโยคนั้น แต่แล้ว...อะไรบางอย่างในสิ่งที่ฮีชอลพูดมันสะกิดเขาให้กลับมาย้อนคิดใหม่

 

เราจะได้เดินจูงมือกันจนมนุษย์ต่างดาวอิจฉา 

เพราะเราคงไม่สามารถเดินจูงมือกันให้ใครบนโลกใบนี้อิจฉาได้...

 

ถ้าชีวอนตีความไม่ผิด นี่คือการตัดพ้อของฮีชอล

 

ต่างฝ่ายต่างนิ่งเงียบ ชีวอนจับจ้องรอยยิ้มเย็นบนใบหน้าหวานอีกครั้ง ...รอยยิ้มที่ยิ้มเพียงริมฝีปาก หากแต่ดวงตากลับไม่ได้ยิ้มตาม ...มาอีกแล้วรอยยิ้มแบบนี้ รอยยิ้มที่มองแค่ปราดเดียวก็รู้ว่าคนยิ้มกำลัง เจ็บ

และประเด็นว่าด้วยการไปเที่ยวก็ตกไปแบบไร้ข้อสรุป ราวกับทั้งคู่ต่างอ่านใจกันและกันออก ไม่มีใครเอ่ยเอื้อนถึงเรื่องนี้อีก ฮีชอลนอนนิ่งอยู่สักพักเปลือกตาบางก็เริ่มทนต่อความง่วงงุนไม่ไหว จนกระทั่งในที่สุดก็ถลำสู่ห้วงนิทรา

ในขณะที่ใครอีกคนยังไม่สามารถข่มตาลงได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Can’t close my eyes when I’m with you

Insatiable… the way I’m loving you

 

 

 

 

 

 

03.30 AM

 

ร่างสูงลอบจุมพิตบนริมฝีปากอิ่มนั้นหลายครั้ง ฮีชอลเพียงแค่ส่งเสียงคึมครางแผ่วเบาแต่ก็ไม่ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาแต่อย่างใด

ตาคมปราดมองนาฬิกาดิจิตอลบนโต๊ะข้างเตียง ตีสามครึ่งแล้ว ชายหนุ่มเองก็ควรจะรีบนอนเช่นกัน นี่ไม่ใช่คืนแรกที่ชีวอนนอนไม่หลับ ทุกครั้งที่ในอ้อมกอดนี้มีร่างของฮีชอลนอนอยู่ ร่างสูงไม่เคยข่มตาลงสำเร็จเลยสักครั้ง ใบหน้าของคนที่ชายหนุ่มร่วมรักด้วยจะตรึงวิถีสายตาเอาไว้ ไม่ให้เปลือกตาปิดลงจนบดบังภาพอันสวยงามนี้

นอกหน้าต่าง ชีวอนรู้ว่าตอนนี้ดวงจันทร์ที่เขาเคยเฝ้ามองคงไม่ได้ลอยอยู่เหนือศีรษะแล้ว มันคงค่อยๆคล้อยลงสู่ขอบฟ้า รอคอยให้แสงสีทองในรุ่งเช้าโผล่พ้นขึ้นมาจากขอบฟ้าฝั่งตรงกันข้าม ฉาดแสงแห่งรุ่งอรุณไปยังริ้วเมฆขาว ปัดเป่าความมืดออกไปจากผืนฟ้า ต้อนรับการมาเยือนของวันใหม่ และเมื่อเวลานั้นมาถึง ชายหนุ่มก็ต้องคลายอุ้งมืออกมาจากมือบางของฮีชอล และปล่อยให้อีกฝ่ายกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

ตราบใดที่โลกยังหมุนอยู่ ชีวอนก็ยังคงต้องรอคอยเช่นนี้ทุกวัน ...รอคอยให้พระอาทิตย์ดวงโตลาลับไปทางทิศตะวันตก รอคอยให้ความมืดมิดยามราตรีคืบคลานขึ้นมาจากขอบฟ้าฝั่งตรงกันข้าม ...กวาดล้างแสงสว่างออกไป ...เปลี่ยนฟ้าทั้งผืนให้เป็นเหมือนผ้ากำมะหยี่สีเข้ม

 

และเมื่อนั้น...ความเงียบสงัดก็จะเข้ามาโอบกอดทั้งคู่ไว้ ให้ได้ดำดิ่งอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

END

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นี่มัน...อะไรเนี่ย -_-

สาบานได้ว่าแต่งเร็วมากค่ะ มันมาแบบชั่ววูบและไปแบบชั่ววูบ 5555

ที่มาที่ไปของเรื่องนี้มาจากการที่ปรางนั่งขุดหาเพลงเก่าๆฟัง ไปเจอเพลง Insatiable ของ Darren Hayes ที่เคยฟังสมัย ม.ต้น ฟังแล้วคิดถึงมาก แต่งฟิคมันซะเลย 555

ใครที่เคยฟังเพลงนี้คงจะรู้ดีว่าเนื้อหามัน...โอ้ว...ขนาดไหน >///<

 

ปล. ช่วงนี้ปรางคงอัพฟิคได้ไม่ถี่เท่าที่เคยทำ เพราะต้องฝึกงานทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ฝึกแถวๆวิภาวดี (ซึ่งไกลบ้านมากกกก) ยังไงจะพยายามไม่ดองนะคะ T^T

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

Insatiable until 3.30am ตอนนี้ไม่ต้องให้เอเลี่ยนอิจฉาบนโลกก็กำลังอิจฉาละ huhu

#12 By pchuka (14.207.174.68) on 2013-11-13 14:58

#11 By เปิ้ล (115.87.184.185) on 2012-02-23 01:33

ไร้เดียงสายิ่งกว่าเอมบริโอ5555555555555555555555555555555555555

#10 By (183.89.240.14) on 2011-11-27 18:35

เดินจูงมือให้มนุษย์ต่างดาวอิจฉา ประกาศศักดาให้นอกโลกรู้กันไปเลยยยยยยย

#9 By My main is Hee on 2011-11-27 16:27

ภาาษสวยมากค่ะ อ่านแล้วเพลินดี ยิ่งเป็นคู่ที่ชอบ ยิ่งมีความสุขที่ได้อ่าน

ขอบคุณมากเลยนะคะ

#7 By 102 (122.154.26.3) on 2011-10-10 03:46

อารมณ์อ่านนิยายรักโรแมนติกแบบแปลอ่ะค่ะ ..
สุดยอดมากเลย ^^
ไม่เคยอ่านอะไรแบบนี้
โฮกกกกกกกกกกกกกกกกก ~
NC สุดยอดสวดๆ 55555555555555

เรื่องนี้มีปมปริศนานะคะเนี่ย 55555555
แต่รู้ว่าสุดท้าย ยังไงซะ พระนางเค้าก็ต้องคู่กันตลอดไป.

#6 By pearyeon (110.169.189.173) on 2011-05-19 01:28

สำนวนสวยมากๆเลยค่า
อ่านแล้วเพลินตา เพลินใจ มีความสุขแบบเบาๆ


ราตรีจะโอบอุ้มทั้งสองไว้ด้วยกันนน >///<
ขอเป็นตากล้องยามราตรีได้มั้ยเนี่ยยย
ฮ่าๆๆๆ คุณฮีตัดพ้อได้ล้ำลึก

จูงมือกันบนดวงจันทร์ แต่ชายวอนก็เข้าใจประหนึ่งว่าเข้าใจกันอยู่สองคน

มันเป็นอะไรที่ละมุน ชอบๆๆ ชอบคนเขียนแนวนี้ !! ^^!
ตามมาจากฟิคคุณเชยนะคะ อ่าเจอคนเขียนฟิคดีๆอีกคนแล้วว ! ^^ big smile

#5 By alone_nook (125.26.40.101) on 2011-04-13 20:15

โอยยยยยยยยยยยยย...ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ล่ะ

เดี๋ยวเราจัดการให้ป่ะชเว เดี๋ยวเคลียร์ทางให้ (แกเป็นใคร?)

ภาษาสวยมากๆเลยอ่ะ อ่านแล้วเพลินได้อีก
ชอบๆๆๆ

เป็นช็อตฟิคที่หลากหลายอารมณ์มากถึงมากที่สุด
แอบมีน้ำตาซึมนิดๆ (เพราะง่วง...ไม่ใช่แล้ว)
ความรักในแบบนี้...เฮ่อ!!! เรื่องมันเศร้า
แต่ก็เชื่อว่าสุดท้ายมันก็ต้องแฮปปี้เอนดิ้งอยู่แว้วววววววว

อ่านจบ ณ เวลา 03.12 น.
(ลงเวลาเลียนแบบฟิค คึคึ)

#4 By VdarkEyE on 2011-04-10 03:11

โฮกดังๆ กับ nc เอิ๊กๆ นานแค่ไหนแล้วเนี่ยที่เชยไม่ได้อ่าน nc ที่คนอื่นเขียน อูยยย แซ่บดีแท้ >///<

ขณะที่นั่งอ่าน ช่วงแรกไม่ได้รู้สึกกับเนื้อหาอะไรมากนัก
แต่พอวอนรับโทรศัพท์เท่านั้นแหละค่ะ ฮืออออออออ
ฉ่อยของเชย(?) มีคู่หมั้นแล้วหรอกหรือ งั้นฮีก็เป็นกิ๊กที่ตะเองซุกไว้น่ะสิ โฮ~ เนื้อหาน่าสนใจทุกบรรทัดขึ้นมาทันที

มิน่าล่ะวอนถึงตั้งหน้าตั้งตารอฮีได้เป็นชั่วโมงๆ แม้จะดึกขนาดนี้
ก็ในเมื่อกลางวันมันจับมือแล้วบอกรักกันไม่ได้ ก็ต้องกลางคืนนี้แหละที่หัวใจจะตะโกนออกมาได้ว่าใครคือคนที่ตัวเองรักอย่างแท้จริง
โอยย ทั้งหวานทั้งขมเลยค่ะ สงสารฮีที่ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ สงสารวอนที่รักใครก็เลือกไม่ได้
แอบคิดไปถึงอนาคตว่า ขนาดหมั้นยังปฏิเสธไม่ได้ แล้วงานแต่งพ่อคุณจะปฏิเสธได้เหรอ
ไม่นะ!! ไม่!! ถึงตอนนั้นฮีจะเสียใจขนาดไหนเนี่ย (อิน -*-)

เราจะได้เดินจูงมือกันจนมนุษย์ต่างดาวอิจฉา
เพราะเราคงไม่สามารถเดินจูงมือกันให้ใครบนโลกใบนี้อิจฉาได้...
ประโยคนี้ทำเอาหัวใจกระตุก ตีแผ่ความเป็นจริงของคู่รักในแบบ ช/ช ได้ชัดเจนมากๆ ชอบค่ะ >"<

อ่านฟิคเรื่องนี้แล้วนึกถึงเพลง เพียงแค่ใจเรารักกัน (ป้าได้อีก เก่ามาก - -*)
"และเรามีเพียง งานวิวาห์เดียวดายภายใต้แสงจันทร์
สุขสกาวดวงดาวแพรวพราวนับหมื่นร้อยพัน
ร่วมกันเป็นพยานแห่งรัก ที่ไม่มีพิธีใดจักสําคัญ...เหนือใจ"
ตรงมากกกกกกก แอร้ยยยย

#3 By Khuncheay on 2011-03-22 17:41

แอร้ยยย SF
เดี๋ยวมาอ่านคะ ขอปั่น BV แป๊บนุง จะเสร็จแว้ว

(กวาดตาเร็วๆ แล้วเจอกับ NC17 เหอๆ อยากอ่าน(โว้ยค่ะ))

#2 By Khuncheay on 2011-03-22 12:24

กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ทำข้อสอบเทคโฮมวิชาแวร์เฮาส์ฯอยู่อ๊ะะะะ!!!

แปะไว้ก่อน แล้วจะมาอ่านและเม้น

ปล.พี่ลงฟูลเฮาส์และฟิคนักแข่ง(มีชานโฮด้วย)แล้วเน้ะ
http://toptoryparadise.exteen.com

#1 By kumameaw on 2011-03-22 00:19