ChanHo-LongFiction

[FIC-ChanHo] "What If" - Chapter 2: รอ

posted on 15 Oct 2011 17:45 by teashop-inglenook in ChanHo-LongFiction
What If 

Author: Palmira
Status: Long Fiction
Pairing: Chansung x Junho (ChanHo)
Fandom: 2PM
Rating: PG13

 

 

 

 

 

 

 

Chapter 2: รอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               “เล่ามาซินายไปเจอหมอนั่นได้ไง” คือเสียงของมินโฮที่ถามจุนโฮ ทั้งคู่เดินออกมาจากห้องพักผู้ป่วย เพราะไม่อยากให้เสียงคุยรบกวนใครอีกคนที่หลับสนิทอยู่บนเตียง

               “ฉันแค่...เดินสวนกับเขา จู่ๆเขาก็ล้มไปหน้าตาเฉย ฉันเห็นแล้วก็ไม่อยากปล่อยไว้น่ะ สงสาร เลยโทรเรียกนาย เพราะฉันก็ไม่รู้จะโทรหาใครดี” จุนโฮอธิบายเสียงแผ่ว เลี่ยงที่จะเล่าว่าก่อนหน้านี้เขากับ ชานซอง ก็เคยได้เจอกันมาก่อนแล้ว

               เกือบหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้.. หลังจุนโฮวางสายจากมินโฮ เขาก็ได้แต่นั่งรอเพื่อนรักอยู่ในแสงสลัวของเสาไฟฟ้าใกล้ๆ บนตักมีศีรษะของ เพื่อนใหม่ นอนหนุนอยู่ จะว่านอนหนุนมันก็ไม่ถูกนัก เพราะเป็นจุนโฮเองที่บังคับให้ศีรษะนั้นวางลงบนตัก อุ้งมือเล็กคอยวางทาบหน้าผากร่างสูงอยู่เป็นระยะ เพราะเสียงลมหายใจอันหอบเหนื่อยนั่นฟังแล้วชวนให้ใจหายอย่างบอกไม่ถูก เพื่อนใหม่ตัวสูงคงกำลังต่อสู้กับพิษไข้ จุนโฮไม่รู้ว่าคนๆนี้ไปทำอะไรมาถึงได้อาการสาหัสขนาดนี้ ที่แน่ๆสาเหตุส่วนหนึ่งคงมาจากเรื่องชกต่อย อาจจะมัวแต่เอาเวลาไปห้ำหั่นกับโรงเรียนคู่อริจนไม่ได้หลับได้นอน โรคภัยไข้เจ็บก็เลยถามหาแบบนี้

               ยี่สิบนาทีต่อมามินโฮก็มาถึง เพื่อนรักซักจุนโฮยกใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจุนโฮถึงได้มาเจอคนๆนี้ จุนโฮตอบทุกคำถามด้วยคำตอบสั้นห้วน เขายังไม่อยากให้มินโฮมาซักไซ้อะไรเขาตอนนี้ ..สิ่งที่ควรจะรีบทำ น่าจะเป็นการพาคนป่วยไปโรงพยาบาลก่อนไม่ใช่หรือ ..สุดท้ายจุนโฮจึงตัดบท และเสนอให้มินโฮช่วยเขาเรียกแท็กซี่ซักคัน ..จุนโฮหิ้วปีกขวาของคนตัวสูง มินโฮหิ้วปีกซ้าย

               ทันทีที่เจอแท็กซี่วิ่งผ่านมา เขาก็รีบโบกให้แท็กซี่คันนั้นจอดรับ สุดท้ายทั้งจุนโฮและมินโฮก็ใช้เวลาราวๆครึ่งชั่วโมงกว่าจะฝ่าฟันการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนไปจนถึงโรงพยาบาล ..หลังส่งชานซองถึงมือหมอ จุนโฮก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมา กดโทรออกหาพี่สาว เพื่อรายงานตัวให้ทราบว่าเขาไม่ได้ไปเถลไถลหรือไปถลุงเงินที่ไหนในคืนวันศุกร์ พี่ซึงอาบ่นเล็กน้อยว่าทำไมถึงไม่บอกล่วงหน้านานกว่านี้หน่อย เพราะเธอได้ทำกับข้าวมื้อเย็นเผื่อน้องชายด้วย จุนโฮได้แต่ขอโทษขอโพย ก่อนจะวางสายลง

               หลังวางสายจากพี่ซึงอา จุนโฮก็ตัดสินใจโทรหาคนที่ อาจจะ เป็นผู้ปกครองของฮวางชานซอง.. จุนโฮได้เบอร์โทรศัพท์นี้มาจากการแอบค้นกระเป๋าสตางค์ของอีกฝ่าย เขาไม่ได้ตั้งใจจะรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของชานซองแต่อย่างใด แต่เขาต้องทำ เพราะไม่อาจปล่อยให้คนป่วยนอนซมอยู่ในโรงพยาบาลโดยไม่มีผู้ปกครองมาดูแลได้ ..หลังจากคุยกัน จุนโฮก็ได้ความว่าคนที่เขาเพิ่งโทรหามีศักดิ์เป็นคุณป้าของฮวางชานซอง เธอบอกจุนโฮว่าจะเดินทางมาที่โรงพยาบาลไม่เกินสามทุ่มแน่นอน

               “จุนโฮ หมอนั่นชื่ออะไรนะ?” คำถามของมินโฮช่วยดึงสติจุนโฮกลับมาสู่ปัจจุบัน

               “ดูจากในบัตรประชาชน เห็นว่าชื่อฮวางชานซอง”

               “อ้อ”

               และบทสนทนาก็ขาดตอนไป มินโฮทำหน้าครุ่นคิดราวกับอยากจะพูดอะไรสักอย่าง

               “แล้วนี่..ติดต่อผู้ปกครองของเขาได้รึยัง?”

               “อืม ติดต่อได้แล้วล่ะ เห็นว่าเป็นคุณป้าน่ะ เห็นเขาบอกว่าจะมาถึงที่นี่ไม่เกินสามทุ่ม” จุนโฮตอบ พลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู เกือบสองทุ่มแล้ว เขามัวแต่ยุ่งวุ่นวายเรื่องอาการป่วยของ เพื่อนใหม่ จนลืมเวลาไปเสียสนิท

               นายแพทย์หนุ่มเดินออกมาจากห้องพักคนป่วย

               “พวกหนูสองคนเป็นเพื่อนเขารึเปล่า” คือคำถามแรกจากชายในชุดกาวน์สีขาว

               มินโฮทำท่าอึกอัก ในขณะที่จุนโฮตัดสินใจตอบชัดถ้อยชัดคำ “ครับ.. พวกผมเป็นเพื่อนฮวางชานซองครับ”

               “อ้อ งั้นเหรอ.. เอ.. แล้วนี่ผู้ปกครองของเขายังไม่มาใช่มั้ย”

               “เห็นว่าจะมาก่อนสามทุ่มน่ะครับ”

               “อืม..” หมอหนุ่มพยักหน้ารับ ก่อนจะก้มลงอ่านอะไรบางอย่างในแฟ้มคนไข้ จุนโฮไม่แน่ใจว่าชายตรงหน้าจะเล่าอาการของเพื่อนใหม่ให้จุนโฮฟังหรือเปล่า บางทีเขาอาจจะอยากรอผู้ปกครองตัวจริงมาฟังมากกว่า

               แต่ในที่สุดหมอหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมองเด็กทั้งสอง ริมฝีปากคลี่ยิ้ม “เพื่อนเธอร่างกายอ่อนเพลียนะ คงพักผ่อนน้อย จนเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดต่ำน่ะ ตอนนี้สิ่งที่ควรทำคือให้เขาได้พักผ่อนเยอะๆ สักสองสามวันไข้น่าจะลด”

               “อ๋อ งั้นเหรอครับ..” จุนโฮตอบรับสั้นๆ และยิ้มตอบชายตรงหน้า

               “ยังไงถ้าผู้ปกครองของเขามาแล้ว ช่วยเรียกพยาบาลด้วยนะ หมอจะได้มาคุยกับผู้ปกครองของเขาอีกที”

               “ครับ ขอบคุณมากนะครับ” เด็กชายทั้งสองค้อมหลังลงพร้อมกันขณะที่หมอหนุ่มเดินจากไป จุนโฮผลักประตูเข้าไปในห้องคนไข้ เมื่อสาวเท้าเข้าไป เขาก็เห็นร่างสูงนอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่มขาว ข้างเตียงมีเสาน้ำเกลืออยู่ตั้งอยู่

               มินโฮเดินมาหยุดยืนข้างๆ “นายเนี่ยนะจุนโฮ.. เป็นพ่อพระอีกจนได้ กลับบ้านดึกแบบนี้พี่ซึงอาไม่ว่าเหรอ”

               “ไม่หรอก ฉันโทรบอกพี่แล้ว พี่ก็บ่นนิดหน่อยว่าอุตส่าห์ทำกับข้าวเตรียมไว้ให้”

               “แล้วหลังออกจากโรงพยาบาลนี่ล่ะ นายจะเดินกลับเหรอ มันอันตรายนะ ทางกลับบ้านนายต้องผ่านสองโรงเรียนนั่นด้วย ไม่รู้จะหาเรื่องตีกันค่ำๆมืดๆอีกรึเปล่า ให้ฉันเดินไปเป็นเพื่อนมั้ย”

               “ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนะมินโฮ..” คนตัวเล็กหันกลับไปมองตาค้อน

               “ก็แหม.. ดูจุนมันฝากบอกฉันว่าให้ดูแลนายด้วย อย่าให้เผลอเดินเข้าซอยเปลี่ยวหรือเดินผ่านจุดปะทะเด็ดขาด”

               “อะไรของดูจุนเนี่ย!” คราวนี้จุนโฮหันไปยืนกอดอกมองหน้ามินโฮ ประหนึ่งว่ามินโฮคือดูจุน “ทำไมเขาต้องเห็นฉันเป็นเด็กอยู่เรื่อยเลย! ฉันไม่โง่เอาตัวเองไปเดินเสี่ยงภัยแบบนั้นหรอกน่า”

               “ไม่รู้สิ หมอนั่นแค่เป็นห่วงนาย.. ไปเคลียร์กันเอาเองแล้วกันนะ” คนสูงกว่าตัดสินใจตัดบท

               จุนโฮหันกลับมา ดวงตาเรียวทอดมองใบหน้าที่กำลังหลับใหล.. จุนโฮสัญญากับตัวเองแล้ว เขาจะไม่มีวันบอกดูจุนกับมินโฮเด็ดขาด..ว่าแท้จริงแล้วฮวางชานซองคนนี้ก็อาจจะเป็นหนึ่งในนักเรียนจากสองโรงเรียนที่กำลังมีเรื่องบาดหมางกัน ขืนบอกไป เขาคงโดนเพื่อนรักทั้งสองกีดกันไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับฮวางชานซองอีก

               เปลือกตาคู่คมปิดสนิท พอได้มายืนมองอีกฝ่ายอยู่ในห้วงนิทราแบบนี้ จุนโฮไม่รู้สึกว่าคนตรงหน้าเขาเป็นบุคคลอันตรายหรือมีพิษภัยอะไรเลย ร่างสูงที่นอนนิ่งก็เป็นเด็กผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่ได้แตกต่างไปจากจุนโฮ มินโฮ หรือดูจุน.. แต่เพียงชั่ววูบหนึ่งที่จุนโฮเผลอคิดย้อนไปถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่ชานซองวิ่งมาชนเขาล้ม คำว่า เด็กผู้ชายธรรมดาๆ ก็ค่อยๆเลือนไปจากสมอง เพราะจุนโฮไม่เคยลืมตาคู่คมที่มองมาอย่างเลือดเย็น บนหน้าผากมีริ้วโลหิตสีแดงฉานปาดเป็นทางยาว เลือดเหนียวข้นร่วงแหมะลงบนซีกแก้มของเขา เพียงเสี้ยววินาที กลิ่นคาวเลือดก็คละคลุ้งไปทั่ว จนจุนโฮลืมไปเสียสนิทว่าก่อนหน้านี้ กลิ่นน้ำฝนมันฉุนจมูกแค่ไหน

               เด็กชายทั้งสองนั่งรออยู่บนโซฟาจนเวลาล่วงเลยไปถึงสามทุ่ม ประตูห้องพักผู้ป่วยก็เปิดออก เสียงรองเท้าส้นสูงดังมาก่อนตัว ก่อนจะมีหญิงร่างเล็กโผล่หน้ามาทักทายพวกเขาทั้งสอง

               “ส..สวัสดีครับ” จุนโฮผุดลุกขึ้นยืน และรีบค้อมหลังทำความเคารพอีกฝ่าย นี่แหล่ะมั้งผู้ปกครองของฮวางชานซอง..

               “สวัสดีจ้ะ ขอบใจพวกเธอมากนะที่ช่วยหลานป้าไว้” หญิงร่างเล็กยิ้มบางๆตอบเด็กทั้งสอง แต่ยิ้มนั้นก็คงค้างอยู่เพียงครู่เดียว เพราะฉับพลันที่วิถีสายตาของเจ้าหล่อนตวัดมองไปยังร่างบนเตียง รอยยิ้มหวานนั้นก็หายไป สายตาอ่อนโยนที่ทอดมองจุนโฮกับมินโฮแปรเปลี่ยนเป็นสายตาแบบอื่น

               สายตาที่ชวนให้จุนโฮรู้สึกถึง ความห่างเหิน

               “อ้อ! จริงสิ ผมเกือบลืม คุณหมอบอกว่าถ้าคุณป้ามาแล้ว ให้พวกผมเรียกพยาบาลด้วย คุณหมออยากจะคุยกับผู้ปกครองน่ะครับ” จู่ๆจุนโฮก็นึกขึ้นได้

               “งั้นเหรอจ๊ะ”

               “ถ้างั้นเดี๋ยวผม...”

               “เดี๋ยวผมไปเรียกให้นะครับ” ไม่ทันที่จุนโฮจะพูดจบ มินโฮก็ตัดบทเขาเสียก่อน คนตัวสูงกว่าหันมองจุนโฮพร้อมขยิบตาให้ เพื่อบอกว่าเขาจะเป็นคนไปเรียกพยาบาลเอง จุนโฮไม่เข้าใจว่าทำไมมินโฮต้องพูดแทรกเขา

               เมื่อเห็นตาคู่เรียวมองมาพร้อมคำว่าไม่เข้าใจ มินโฮจึงก้มลงกระซิบ “..นายอยู่คุยกับคุณป้าไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันไปเรียกพยาบาลให้ นายเป็นคนเจอเขา นายน่าจะเล่าอะไรๆให้คุณป้าฟังได้”

               “อ่อ เอางั้นเหรอ..”

               “อืม ฉันไปแป๊บเดียว เดี๋ยวมานะ” พูดจบขายาวก็พาร่างมินโฮผลุบหายออกไปจากห้อง ทิ้งจุนโฮให้อยู่กับคุณป้าของชานซอง

               และก็เป็นไปตามที่มินโฮคาด หญิงร่างเล็กหันกลับมายิ้มให้จุนโฮพร้อมถาม “หนูไปเจอเขาที่ไหนเหรอ”

               “อ๋อ ผมกำลังจะเดินข้ามสะพานจากโรงเรียนไปหาเพื่อนน่ะครับ ผมเจอเขานั่งอยู่ที่ตีนสะพาน เขาพยายามลุกขึ้นเดิน แต่ลุกได้แป๊บเดียวก็ล้มฟุบไป”

               “อ้อ อย่างนี้เองหรอกเหรอ.. เฮ้อ.. เด็กคนนี้นี่นะ.. สร้างเรื่องตลอดเลย”

               “อ...เอ่อ แต่ผมว่า.. เขาไม่สบายจริงๆนะครับ คงไม่ได้ตั้งใจจะสร้างเรื่องให้ใครเดือดร้อนหรอกครับ” วินาทีที่พูดประโยคนั้นจบ จุนโฮก็นึกสงสัยตัวเอง นี่เขากำลังแก้ตัวให้คนที่เพิ่งรู้จักชื่อกันอย่างนั้นเหรอ

               “พ่อหนูไม่รู้อะไร.. เด็กคนนี้น่ะร้ายนักแหล่ะ”

               “......”

               “ชอบหายตัวออกไปจากบ้าน แล้วก็ไปขลุกอยู่กับพวกเพื่อนเลวๆพวกนั้น”

               “......”

               คำว่า เพื่อนเลวๆ ทำให้จุนโฮพูดอะไรต่อไม่ออก เขาพอจะเข้าใจว่าหญิงร่างเล็กตรงหน้ากำลังหมายถึงเรื่องอะไร มันก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องชกต่อยกันระหว่างโรงเรียนยอฮันกับแทวอนน่ะแหล่ะ

               ว่าแต่.. ตอนนี้จุนโฮยังไม่รู้เลยว่าสรุปแล้วคนๆนี้มาจากโรงเรียนยอฮันหรือแทวอน

               “ป้าขอบใจพ่อหนูมากนะที่มีน้ำใจช่วยหลานป้าแบบนี้ แต่ถ้าเจอเขาคราวต่อไป...ไม่ต้องไปช่วยหรอก ปล่อยไว้อย่างนั้นแหล่ะ เด็กคนนี้จะได้รู้สำนึกซะบ้าง สั่งสอนจนปากเปียกปากแฉะไม่เคยจำ ขอร้องให้กลับบ้านเร็ว ขอร้องให้ตั้งใจเรียน ไม่เคยทำได้ซักอย่าง ..พ่อแม่เสียไปแทนที่จะตั้งใจเรียนจะได้สร้างเนื้อสร้างตัวได้เร็วๆ เฮ้อ.. นี่วันๆเห็นเอาแต่ยกพวกตีกับโรงเรียนแทวอน.. ไม่ไหวเลย” หญิงร่างเล็กทอดสายตามองชานซองพร้อมส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

               ยกพวกตีกับโรงเรียนแทวอน? ..งั้นแสดงว่าชานซองก็มาจากโรงเรียนยอฮันน่ะสิ

               “พ่อแม่เขา..เสียไปแล้วเหรอครับ” จุนโฮตัดสินใจถาม

               “ใช่จ้ะ เสียไปตั้งแต่เขาอยู่ประถมน่ะ”

               “อ้อ...” พอรู้ว่าคนที่กำลังนอนหลับใหลอยู่ตรงหน้าไม่มีพ่อแม่แล้ว จุนโฮก็รู้สึกเสียใจแทนอีกฝ่าย เขาเข้าใจความรู้สึกนั้นดี

               “ตอนพ่อแม่เสียช่วงแรกๆ เขาไปอยู่กับคุณตาคุณยาย ..แต่พวกท่านก็มาจากเขาไปอีก เขาก็เลยมาอยู่กับป้าจ้ะ”

               “......”

               พ่อแม่เสียเท่านั้นไม่พอ คุณตาคุณยายยังมาพากันจากโลกไปอีก ..หัวใจของเด็กประถมจะแบกรับความรู้สึกว้าเหว่นี้ได้มากแค่ไหนกันเชียว ทำไมจุนโฮจะไม่รู้ว่ามันทรมานแค่ไหน เวลาใครสักคนที่เรารักหมดลมหายใจไปต่อหน้าต่อตา โลกทั้งใบมันแทบจะพังครืนลงมาเลยล่ะ

               หญิงร่างเล็กเงียบไป เธอสาวเท้าเข้าไปใกล้เตียง ทว่าเธอกลับไม่สัมผัสผู้เป็นหลานชายของตัวเองเลย ไม่มีการทาบฝ่ามือบนซีกหน้า ไม่มีการไล้ปลายนิ้วเข้าในเรือนผมสีดำขลับ มวลอากาศในห้องเต็มไปด้วยความห่างเหิน

               สักพักหนึ่ง มินโฮก็เดินกลับเข้ามาพร้อมพยาบาลสาวและคุณหมอคนเดิม คุณหมอเล่าอาการของฮวางชานซองให้คุณป้าฟัง เธอเพียงพยักหน้ารับ หากแต่ไม่มีปฏิกิริยาอื่นใดอีก

               ในขณะที่คุณหมอสาธยายศัพท์ทางการแพทย์ออกมามากมาย จุนโฮก็มองหน้าหญิงร่างเล็กสลับกับใบหน้าของฮวางชานซอง ตาคมที่เคยเกรี้ยวกราดปิดสนิท มองแบบนี้แล้วจุนโฮไม่รู้สึกว่าคนบนเตียงมีพิษภัยอะไรเลยซักนิด ..ยิ่งได้ฟังเรื่องราวของอีกฝ่าย เขาก็ยิ่งรู้สึกสงสาร ฮวางชานซองก็คงไม่ต่างอะไรจากเขา ทั้งพ่อและแม่ด่วนจากไปทั้งที่เขายังไม่พร้อมจะดูแลตัวเอง

               พอคิดมาถึงตรงนี้ จุนโฮก็นึกขอบคุณสิ่งใดก็ตามที่ทำให้เขายังมีชีวิตอยู่รอดมาอีกวัน ขอบคุณที่มีพี่สาวอย่างอีซึงอา พี่สาวแสนดีที่เป็นเหมือนแม่คนที่สอง ผู้หญิงที่รักน้องชายตัวเองมากกว่าสิ่งใดในโลก.. จุนโฮคิดว่าหากเขาไม่มีพี่สาว เขาอาจจะทำตัวสำมะเลเทเมาไปแล้วก็ได้

               หลังจากคุณหมอเดินออกจากห้องพักฟื้นผู้ป่วย จุนโฮและมินโฮก็ขอตัวกลับ

               “งั้น..ผมขอตัวนะครับ” เด็กหนุ่มทั้งสองยิ้มกว้างให้หญิงร่างเล็ก

               “จ้ะ กลับบ้านระวังตัวด้วยล่ะ”

               และจุนโฮกับมินโฮก็สาวเท้าเดินออกมาจากห้องผู้ป่วย ทันทีที่ประตูปิดลง..

               “นี่จุนโฮ” มินโฮเรียก “ฉันว่า..บรรยากาศมันประหลาดๆนะ”

               คนตัวเล็กกว่าเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนตัวสูง พร้อมคลี่ยิ้มบางๆ “นายก็รู้สึกใช่มั้ยล่ะ”

               “สองคนนั่นดูห่างเหินกันยังไงไม่รู้ เป็นป้าหลานกันจริงเหรอ”

               “ก็คงเป็นป้าหลานกันจริงๆน่ะแหล่ะ...”

               “แต่ผู้หญิงคนนั้นดูไม่ห่วงหลานตัวเองเลยนะ”

               “......”

               “หรือว่าเขาไม่ผูกพันกันเท่าไหร่?”

               “เราไปเจาะลึกชีวิตเขาไม่ได้หรอกมินโฮ” จุนโฮหันมายิ้มให้อีกครั้ง “สภาพครอบครัวเขาอาจไม่เหมือนครอบครัวของพวกเรา”

               “นั่นน่ะสิ...”

               และบทสนทนาระหว่างเพื่อนรักทั้งสองก็สิ้นสุดลงเท่านั้น เมื่อเดินออกมาจากโรงพยาบาล จุนโฮและมินโฮก็เดินแยกกันไปคนละทาง ต่างฝ่ายต่างมุ่งหน้าสู่บ้านของตน

               ตลอดทางเดินกลับบ้าน จุนโฮอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่ตัวเองได้เจอมา ..เขาไม่นึกไม่ฝันเลยจริงๆว่าจะได้เจอหนึ่งในตัวอันตรายของโรงเรียนคู่อริทั้งสอง ใครต่อใครต่างบอกว่ามันน่ากลัว ใครต่อใครต่างบอกว่าเด็กอันธพาลเหล่านั้นไม่น่าคบ แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์วันนี้ขึ้น จุนโฮกลับไม่รู้สึกถึงความน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นเลย ..เด็กที่ชื่อฮวางชานซองนั่นเอาแต่มองเขาตาขวางก็จริง แต่จุนโฮก็ไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนหยาบโลนเลยแม้แต่นิดเดียว

 

 

               เวลาล่วงเลยผ่านไปอีกหนึ่งอาทิตย์ วันศุกร์เวียนมาบรรจบอีกครั้ง

               หลังเดินออกจากโรงพยาบาลวันนั้น จุนโฮก็ไม่ได้แวะเวียนไปเยี่ยมคนป่วยอีกเลย ..เพื่อนใหม่ จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ จะหายดีหรือยัง? จะโดนสายตาหมางเมินของญาติเพียงคนเดียวมองด้วยความเอือมระอาอีกหรือเปล่า?

               ข่าวคราวเกี่ยวกับโรงเรียนยอฮันและแทวอนยังคงหนาหู ทุกเช้าที่เดินเข้าประตูโรงเรียนมา ไม่มีเช้าไหนเลยที่จุนโฮจะไม่ได้ยินคนพูดถึงโรงเรียนคู่อริทั้งสอง คุณครูทุกคนเตือนนักเรียนเรื่องนี้ทุกวัน ..อย่ากลับบ้านดึกบ้างล่ะ ..อย่าเดินผ่านหน้าสองโรงเรียนนั้นบ้างล่ะ ..ระวังโดนลูกหลงบ้างล่ะ ทุกคนพูดเรื่องนี้กันเยอะเสียจนจุนโฮเริ่มเบื่อ อดคิดไม่ได้ว่าคนรอบกายเขาดูจะตื่นตูมเกินไป

               ยุนดูจุนเป็นอีกคนหนึ่งที่หยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นได้ทุกวัน ถ้าแค่บ่นเฉยๆก็ยังพอไหว แต่นี่..

               “จุนโฮ ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าให้เปลี่ยนทางกลับบ้าน!” ดูจุนจะโวยวายทุกครั้งที่รู้ว่าจุนโฮยังคงเดินกลับบ้านโดยใช้เส้นทางเดิม “มันอันตราย ทำไมไม่เชื่อนะ!”

               “......” ทุกครั้งที่เถียงกันเรื่องนี้ คนตัวเล็กเลือกที่จะปิดปากเงียบ จุนโฮรู้ดีว่าเถียงไปก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมา

               ก็ถ้ามันอันตรายจริง.. ทำไมจุนโฮถึงยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ล่ะ?

               “ระวังเถอะ! ประมาทแบบนี้ จะโดนลูกหลงจากไอพวกนั้นไม่รู้ตัว!”

               “......” ขู่กันเข้าไปนะ..ยุนดูจุน

               “ฉันเตือนนายแล้วนะ”

               สุดท้ายแล้วจุนโฮก็ต้องทอดถอนใจออกมาให้อีกฝ่ายได้ยิน “รู้แล้วน่าว่าเป็นห่วง พอเถอะ..เลิกพูดเรื่องนี้ซักที” เจ้าของดวงตาเรียวจงใจชักสีหน้าให้เพื่อนเห็น คงจะต้องให้อีกคนรู้ซะมั่งว่าจุนโฮก็รำคาญคนขี้บ่นเป็นเหมือนกัน ..ทุกครั้งที่รู้ว่าบทสนทนาเรื่องนี้จะไม่จบลงง่ายๆ จุนโฮจะลุกจากโต๊ะ และเดินหนีไปไกลๆ แสดงออกให้ทุกคนรู้ว่าเขาเบื่อหัวข้อสนทนาแบบนี้เต็มที

               ด้วยความที่วันนี้เป็นวันศุกร์ เป็นธรรมเนียมของมินโฮที่เขาจะต้องหาเรื่องฉลอง.. แม้ว่าความจริงมันไม่มีอะไรน่าฉลองเลยก็ตาม

               “เฮ้ยพวกนาย! เนื้อย่างซักหน่อยมั้ยเย็นนี้ ไปด้วยกันๆ” เพื่อนตัวสูงเดินมาฉีกยิ้มกว้างให้จุนโฮและดูจุน

               “ไปสิ แต่ว่าฉันคงไปหลังหกโมงเย็นเหมือนเดิมนะ ต้องไปช่วยงานครูยูซอกที่ห้องสมุด” จุนโฮตอบ

               “อ๋อ ไม่มีปัญหา” เมื่อจุนโฮตอบตกลงแล้ว มินโฮจึงผันสายตาไปหาเพื่อนรักอีกคน “แล้วนายล่ะดูจุน ไปรึเปล่า? ห้ามบอกว่าจะกลับบ้านไปอ่านหนังสืออีกนะ”

               “ไม่ต้องห่วง วันนี้ไปได้” ใบหน้าหล่อเหลากระตุกยิ้มบางๆ มือข้างหนึ่งซุกกระเป๋ากางเกง มืออีกข้างตวัดเป้ขึ้นสะพายหลัง

               “ตลกว่ะ วันนี้ดูจุนไปได้!” มินโฮมองหน้าเพื่อนพร้อมสายตาที่ฟ้องชัดว่าไม่อยากจะเชื่อ

               “อะไรของแก พอไปไม่ได้ก็ด่า พอไปได้ก็หาว่าตลก!” คิ้วคมขมวดมุ่นมองมินโฮ เพียงครู่เดียวก็ผันสายตามามองคนตัวเล็กอีกคน “แล้วนี่..จุนโฮต้องช่วยงานในห้องสมุดถึงหกโมงเลยเหรอ”

               “อืม สัญญาครูเขาไว้น่ะ” คนตัวเล็กที่สุดในกลุ่มพูดพลางยัดหนังสือเล่มหนาลงเป้ ตาคู่เรียวไม่เงยขึ้นมองคู่สนทนา

               “อ้อ ..อยากให้รอรึเปล่า?” ดูจุนถาม

               “ไม่เป็นไร ฉันไปเองได้”

               “แน่ใจ?”

               “แน่ใจสิ นี่! ทำไมนายชอบพูดจาเหมือนฉันเป็นเด็กผู้หญิงอยู่เรื่อยเลย!”

               “เปล่าซะหน่อย เป็นเพื่อนกันแล้วเป็นห่วงไม่ได้รึไง” พูดพร้อมยักคิ้วมองคนตรงหน้า แกล้งส่งสายตายียวนไปให้คนตัวเล็กได้หงุดหงิดเล่นๆ

               “ห่วงน่ะมันก็เป็นห่วงได้ แต่นายก็ดูซะบ้างสิว่าฉันอายุเท่าไหร่แล้ว” จุนโฮพูด พร้อมเงยหน้าขึ้นจากกระเป๋าเป้ของตัวเอง

               ดูจุนตัดสินใจไม่เถียงต่อ ทว่าบนใบหน้าคมกลับปรากฏรอยยิ้ม แต่ไหนแต่ไรมาการยั่วโมโหจุนโฮเป็นงานอดิเรกของเขา ..เขารู้ดีว่าเพื่อนรักโตแล้ว และดูแลตัวเองได้ แต่ด้วยความที่จุนโฮชอบทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรซักอย่าง มันทำให้เขารู้สึกเหมือนเจ้าของรอยยิ้มตาหยีนี้ยังไม่โตพอจะดูแลตัวเองได้ และไม่โตพอจะเดินกลับบ้านคนเดียวยามมืดค่ำ

               “เอาเถอะ นายก็เดินระวังๆด้วยแล้วกัน เจอกันที่ร้านนะจุนโฮ” ดูจุนกล่าว พร้อมเดินออกจากห้องเรียนไปพร้อมกับมินโฮ

 

 

               ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนวันศุกร์ที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน หลังจัดเรียงหนังสือเข้าชั้นวางเสร็จเรียบร้อย จุนโฮก็เดินออกมาจากห้องสมุด คนตัวเล็กแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า วันนี้ฟ้าโปร่ง ไม่มีเค้าลางของเมฆฝนแต่อย่างใด จุนโฮมองเห็นเพียงริ้วเมฆสีม่วงอมทองที่สะท้อนแสงจากดวงตะวัน แสงสีทองฉาดสุดท้ายใกล้ลาลับขอบฟ้าเต็มที

               “เฮ้อ...” และจุนโฮก็ต้องถอนหายใจทุกครั้งที่เห็นเฉดสีของท้องฟ้าแบบนี้

               เด็กหนุ่มสาวเท้าออกจากโรงเรียน สองเท้าพาเขาเดินไปตามถนนเส้นเดิมที่เดินอยู่ทุกวัน ริ้วลมพัดเข้าปะทะซีกหน้า มวลอากาศรอบกายเย็นลงๆเรื่อยๆ อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าอุณหภูมิคงลดต่ำลงอีก และฤดูหนาวก็คงมาเยือนแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว

               จุนโฮย้อนนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว

 

               “ยุ่งไม่เข้าเรื่อง...”

 

               เสียงเรียบเย็นเสียงนั้นยังดังก้องอยู่เต็มสองหู นั่นคือประโยคที่จุนโฮได้รับ หลังจากที่เขาหวังดีเข้าไปช่วยคนป่วย.. สีหน้าและท่าทางของ เพื่อนใหม่ ผุดวาบขึ้นในห้วงความคิด เขาไม่ได้ไปเยี่ยมชานซองที่โรงพยาบาลเลย แต่ป่านนี้ก็คงจะออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว ไม่ได้ป่วยร้ายแรงอะไร ก็ไม่น่าจะอยู่นานเกินสองสามวัน

               สองเท้ายังคงเดินดุ่มๆไปตามทาง จนกระทั่งเดินมาถึงสะพานข้ามคลองสายเล็กแห่งเดิม คนตัวเล็กเดินผ่านที่นี่ทุกวัน สะพานแห่งนี้ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนไป ตั้งแต่เล็กจนโต กระแสน้ำในคลองเคยไหลเอื่อยเฉื่อยยังไง ทุกวันนี้มันก็ยังเอื่อยเฉื่อยอยู่อย่างนั้น

               จุนโฮสาวเท้าเข้าไปใกล้สะพานมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แล้วอะไรบางอย่างก็เตะตาเขา

               “...?...”

               ตรงหน้าจุนโฮ เขาเห็นชายคนหนึ่งกำลังยืนอ่านหนังสือ แผ่นหลังพิงราวเหล็กของสะพาน ..มองจากระยะไกล ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรสะดุดตา แต่ทันทีที่สาวเท้าเข้าไปใกล้

               “ฮ...เฮ้ย!”

               ฝีเท้าของจุนโฮหยุดชะงัก เมื่อจู่ๆใครคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาจากหน้ากระดาษที่จดจ่ออยู่ ตาคู่คมที่มองขวางอย่างไร้มิตรไมตรีคือสิ่งแรกที่ตรึงวิถีสายตาของคนตัวเล็กไว้ ไม่มีทางที่จุนโฮจะจำสายตาแบบนี้ไม่ได้ ในโลกนี้..น่าจะมีแค่คนๆนี้เพียงคนเดียวที่มองเขาด้วยสายตาเย็นเยือก

               ต่างฝ่ายต่างหยุดนิ่ง แต่กลับไม่มีบทสนทนาใดๆเกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่ สองสายตายังคงยืนจ้องกัน คนหนึ่งยืนงง คนหนึ่งยืนมองตาขวางราวกับจะไม่อนุญาตให้จุนโฮเดินผ่านไป

               สมองของจุนโฮค่อยๆประมวลผลหาคำพูด “เอ่อ...ออกจากโรงพยาบาลแล้วเหรอ”

               “......” ไม่ตอบ ใบหน้าดิบเถื่อนที่จ้องมาแน่นิ่งทำให้คนตัวเล็กหวนนึกถึงวันแรกที่ทั้งคู่เจอกัน ..วันฝนตก วันที่น้ำฝนเจิ่งนองเป็นแอ่งน้ำขัง วันที่คนตัวสูงวิ่งมาชนเขาจนล้ม และฝากหยดเลือดกลิ่นคาวคลุ้งไว้บนซีกแก้มขาวของเขา

               ความเงียบอีกระลอกท่วมท้นเข้ามา ในตอนนี้จุนโฮได้ยินเพียงเสียงลมหวีดหวิว

               “ว..วันนั้น..ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ต่อ พอคุณป้าของนายมา ฉันกับเพื่อนก็รีบกลับบ้าน”

               “......”

               แววตาแน่นิ่งเหมือนผิวน้ำกลางป่าลึกทำให้น้ำเสียงของคนพูดเริ่มตะกุกตะกัก

               “แล้วนี่..นอนอยู่ในโรงพยาบาลกี่วันล่ะ?”

               “สองวัน” ในที่สุดคนตัวสูงก็ยอมพูด หลังจากเก๊กหน้านิ่งอยู่นานเหลือเกิน

               “อ..อ้อ”

               “......”

               “อืม..หมอว่าไงบ้างล่ะ” จุนโฮถามทั้งที่ตัวเองก็รู้แล้วว่าคุณหมอพูดว่าอะไร เพราะวันนั้นเขาคือคนแรกที่ได้รับรู้ว่าฮวางชานซองป่วยเป็นอะไร ทำไมถึงล้มฟุบไป ทำไมคุณหมอถึงต้องให้นอนโรงพยาบาลสองวัน

               “......” แต่คนตรงหน้าเขาก็ยังเงียบ

               ขี้เก๊กเอ๊ย! ..แอบก่นด่าในใจไม่ให้อีกคนได้ยิน เขาเบื่อนักล่ะ ไอพวกถามไม่ยอมตอบ แต่กลับปั้นหน้านิ่ง มองตาขวางลูกเดียว ..บางทีมันอาจไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับคนๆนี้ต่อไป

               คิดได้ดังนั้นจุนโฮจึงแอบถอนใจเงียบๆ และสาวเท้าเดินต่อไปเบื้องหน้า ซึ่งแน่นอนว่า..เขาต้องเดินตัดหน้า เพื่อนใหม่

               เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ จุนโฮจึงได้เห็นว่าหนังสือในมืออีกฝ่ายเป็นหนังสือการ์ตูน ความเงียบรอบกายทำให้คนตัวเล็กใจเต้นแรงไม่รู้ตัว จู่ๆก็กลัวขึ้นมาซะอย่างนั้น ในหัวหวนนึกถึงแต่วันแรกที่ตัวเองโดนวิ่งชนจนล้ม นึกถึงนัยน์ตาดิบเถื่อนที่จ้องเขม็งราวกับสัตว์เลือดเย็น และนึกถึงหยดเลือดเหนียวข้นที่หยดลงบนผิวแก้มใส

               วินาทีที่จุนโฮกำลังจะเดินตัดหน้าคนตัวสูงนั้นเอง

 

               “ขอบคุณ..”

 

               “...?...”

               เสียงทุ้มผะแผ่วที่ได้ยินทำให้จุนโฮชะงักฝีเท้าเป็นรอบที่สอง ..เดี๋ยวก่อน เมื่อกี๊นี้เขาหูฝาดรึเปล่า? นี่เขาเพิ่งจะได้ยินคำว่า...

               “ขอบคุณ..ที่ช่วยวันนั้น”

               “......” ได้ยินไม่ผิด จุนโฮหูไม่ฝาด เขาเพิ่งได้ยินคำขอบคุณจากปากอีกฝ่าย เสียงทุ้มต่ำฟังดูเหมือนดังก้องอยู่ในลำคอ หากแต่ความเงียบรอบกายก็ทำให้เขาได้ยินมันชัดเจนทุกพยางค์ คนตัวเล็กผันหน้ามองร่างสูงพร้อมเลิกคิ้ว

               “งงอะไร ก็ขอบคุณไง..”

               “อ..อ้อ” จุนโฮนึกตลกตัวเองที่มายืนงงเป็นไก่ตาแตกกับคำขอบคุณของคนที่แทบจะไม่รู้จักกัน

               ร่างสูงพูดเพียงเท่านั้น ก็พับหนังสือการ์ตูนเก็บใส่กระเป๋า และเดินหันหลังจากไปคนละทิศทางกับทิศที่จุนโฮกำลังมุ่งหน้าไป.. ทิ้งให้คนที่ได้รับคำขอบคุณยังยืนงงอยู่ที่เดิม

               นี่ฮวางชานซองมายืนเก๊กอ่านการ์ตูนอยู่บนสะพานเพียงเพื่อจะมาขอบคุณเขา?

“ตลกว่ะ..” บ่นงึมงำกับตัวเอง ทว่าดวงตาเรียวเล็กกลับคลี่ยิ้มออกมาทีละน้อย คำว่า ขอบคุณ ที่ได้รับจากอีกฝ่าย..แม้มันจะดูเหมือนไม่เต็มใจและไม่เต็มปากเต็มคำเท่าไหร่ แต่จุนโฮก็ดีใจที่ได้ฟังมัน

 

               อย่างน้อยๆวันนี้จุนโฮก็ได้รู้ว่า.. ตัวอันตรายของสองโรงเรียนคู่อริก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ใครๆเขาพูดกัน

 

 

 

 

 

TBC

 

 

 

 

 

มาอัพฟิคได้เพราะบ้านน้ำยังไม่ท่วมค่ะ 5555 (ภาวนาขอให้อย่าท่วมเลย) 

 

เรื่องนี้ปรางพยายามใช้ภาษาธรรมดาๆ ไม่อยากใช้ภาษาสวิงสวายเท่าไหร่ (รู้สึกว่าภาษาไม่ดีเท่า make it, make me แน่ๆ - -') เพราะยังไงซะเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของเด็ก ม.ปลาย พยายามจะให้มันเป็นคำพูดสบายๆนะคะ

อ่านมาถึงตอนนี้แล้ว คงไม่ต้องบอกว่า ยังไงซะ..เรื่องนี้คงหนีไม่พ้นรักสามเศร้าเราสามคน (คงรู้นะคะว่าใคร, ใคร, และใคร 555)

 

เจอกัน chapter หน้าค่ะ :D