ChanHo-LongFiction

[FIC-ChanHo] "What If" - Chapter 2: รอ

posted on 15 Oct 2011 17:45 by teashop-inglenook in ChanHo-LongFiction
What If 

Author: Palmira
Status: Long Fiction
Pairing: Chansung x Junho (ChanHo)
Fandom: 2PM
Rating: PG13

 

 

 

 

 

 

 

Chapter 2: รอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               “เล่ามาซินายไปเจอหมอนั่นได้ไง” คือเสียงของมินโฮที่ถามจุนโฮ ทั้งคู่เดินออกมาจากห้องพักผู้ป่วย เพราะไม่อยากให้เสียงคุยรบกวนใครอีกคนที่หลับสนิทอยู่บนเตียง

               “ฉันแค่...เดินสวนกับเขา จู่ๆเขาก็ล้มไปหน้าตาเฉย ฉันเห็นแล้วก็ไม่อยากปล่อยไว้น่ะ สงสาร เลยโทรเรียกนาย เพราะฉันก็ไม่รู้จะโทรหาใครดี” จุนโฮอธิบายเสียงแผ่ว เลี่ยงที่จะเล่าว่าก่อนหน้านี้เขากับ ชานซอง ก็เคยได้เจอกันมาก่อนแล้ว

               เกือบหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้.. หลังจุนโฮวางสายจากมินโฮ เขาก็ได้แต่นั่งรอเพื่อนรักอยู่ในแสงสลัวของเสาไฟฟ้าใกล้ๆ บนตักมีศีรษะของ เพื่อนใหม่ นอนหนุนอยู่ จะว่านอนหนุนมันก็ไม่ถูกนัก เพราะเป็นจุนโฮเองที่บังคับให้ศีรษะนั้นวางลงบนตัก อุ้งมือเล็กคอยวางทาบหน้าผากร่างสูงอยู่เป็นระยะ เพราะเสียงลมหายใจอันหอบเหนื่อยนั่นฟังแล้วชวนให้ใจหายอย่างบอกไม่ถูก เพื่อนใหม่ตัวสูงคงกำลังต่อสู้กับพิษไข้ จุนโฮไม่รู้ว่าคนๆนี้ไปทำอะไรมาถึงได้อาการสาหัสขนาดนี้ ที่แน่ๆสาเหตุส่วนหนึ่งคงมาจากเรื่องชกต่อย อาจจะมัวแต่เอาเวลาไปห้ำหั่นกับโรงเรียนคู่อริจนไม่ได้หลับได้นอน โรคภัยไข้เจ็บก็เลยถามหาแบบนี้

               ยี่สิบนาทีต่อมามินโฮก็มาถึง เพื่อนรักซักจุนโฮยกใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจุนโฮถึงได้มาเจอคนๆนี้ จุนโฮตอบทุกคำถามด้วยคำตอบสั้นห้วน เขายังไม่อยากให้มินโฮมาซักไซ้อะไรเขาตอนนี้ ..สิ่งที่ควรจะรีบทำ น่าจะเป็นการพาคนป่วยไปโรงพยาบาลก่อนไม่ใช่หรือ ..สุดท้ายจุนโฮจึงตัดบท และเสนอให้มินโฮช่วยเขาเรียกแท็กซี่ซักคัน ..จุนโฮหิ้วปีกขวาของคนตัวสูง มินโฮหิ้วปีกซ้าย

               ทันทีที่เจอแท็กซี่วิ่งผ่านมา เขาก็รีบโบกให้แท็กซี่คันนั้นจอดรับ สุดท้ายทั้งจุนโฮและมินโฮก็ใช้เวลาราวๆครึ่งชั่วโมงกว่าจะฝ่าฟันการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนไปจนถึงโรงพยาบาล ..หลังส่งชานซองถึงมือหมอ จุนโฮก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมา กดโทรออกหาพี่สาว เพื่อรายงานตัวให้ทราบว่าเขาไม่ได้ไปเถลไถลหรือไปถลุงเงินที่ไหนในคืนวันศุกร์ พี่ซึงอาบ่นเล็กน้อยว่าทำไมถึงไม่บอกล่วงหน้านานกว่านี้หน่อย เพราะเธอได้ทำกับข้าวมื้อเย็นเผื่อน้องชายด้วย จุนโฮได้แต่ขอโทษขอโพย ก่อนจะวางสายลง

               หลังวางสายจากพี่ซึงอา จุนโฮก็ตัดสินใจโทรหาคนที่ อาจจะ เป็นผู้ปกครองของฮวางชานซอง.. จุนโฮได้เบอร์โทรศัพท์นี้มาจากการแอบค้นกระเป๋าสตางค์ของอีกฝ่าย เขาไม่ได้ตั้งใจจะรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของชานซองแต่อย่างใด แต่เขาต้องทำ เพราะไม่อาจปล่อยให้คนป่วยนอนซมอยู่ในโรงพยาบาลโดยไม่มีผู้ปกครองมาดูแลได้ ..หลังจากคุยกัน จุนโฮก็ได้ความว่าคนที่เขาเพิ่งโทรหามีศักดิ์เป็นคุณป้าของฮวางชานซอง เธอบอกจุนโฮว่าจะเดินทางมาที่โรงพยาบาลไม่เกินสามทุ่มแน่นอน

               “จุนโฮ หมอนั่นชื่ออะไรนะ?” คำถามของมินโฮช่วยดึงสติจุนโฮกลับมาสู่ปัจจุบัน

               “ดูจากในบัตรประชาชน เห็นว่าชื่อฮวางชานซอง”

               “อ้อ”

               และบทสนทนาก็ขาดตอนไป มินโฮทำหน้าครุ่นคิดราวกับอยากจะพูดอะไรสักอย่าง

               “แล้วนี่..ติดต่อผู้ปกครองของเขาได้รึยัง?”

               “อืม ติดต่อได้แล้วล่ะ เห็นว่าเป็นคุณป้าน่ะ เห็นเขาบอกว่าจะมาถึงที่นี่ไม่เกินสามทุ่ม” จุนโฮตอบ พลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู เกือบสองทุ่มแล้ว เขามัวแต่ยุ่งวุ่นวายเรื่องอาการป่วยของ เพื่อนใหม่ จนลืมเวลาไปเสียสนิท

               นายแพทย์หนุ่มเดินออกมาจากห้องพักคนป่วย

               “พวกหนูสองคนเป็นเพื่อนเขารึเปล่า” คือคำถามแรกจากชายในชุดกาวน์สีขาว

               มินโฮทำท่าอึกอัก ในขณะที่จุนโฮตัดสินใจตอบชัดถ้อยชัดคำ “ครับ.. พวกผมเป็นเพื่อนฮวางชานซองครับ”

               “อ้อ งั้นเหรอ.. เอ.. แล้วนี่ผู้ปกครองของเขายังไม่มาใช่มั้ย”

               “เห็นว่าจะมาก่อนสามทุ่มน่ะครับ”

               “อืม..” หมอหนุ่มพยักหน้ารับ ก่อนจะก้มลงอ่านอะไรบางอย่างในแฟ้มคนไข้ จุนโฮไม่แน่ใจว่าชายตรงหน้าจะเล่าอาการของเพื่อนใหม่ให้จุนโฮฟังหรือเปล่า บางทีเขาอาจจะอยากรอผู้ปกครองตัวจริงมาฟังมากกว่า

               แต่ในที่สุดหมอหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมองเด็กทั้งสอง ริมฝีปากคลี่ยิ้ม “เพื่อนเธอร่างกายอ่อนเพลียนะ คงพักผ่อนน้อย จนเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดต่ำน่ะ ตอนนี้สิ่งที่ควรทำคือให้เขาได้พักผ่อนเยอะๆ สักสองสามวันไข้น่าจะลด”

               “อ๋อ งั้นเหรอครับ..” จุนโฮตอบรับสั้นๆ และยิ้มตอบชายตรงหน้า

               “ยังไงถ้าผู้ปกครองของเขามาแล้ว ช่วยเรียกพยาบาลด้วยนะ หมอจะได้มาคุยกับผู้ปกครองของเขาอีกที”

               “ครับ ขอบคุณมากนะครับ” เด็กชายทั้งสองค้อมหลังลงพร้อมกันขณะที่หมอหนุ่มเดินจากไป จุนโฮผลักประตูเข้าไปในห้องคนไข้ เมื่อสาวเท้าเข้าไป เขาก็เห็นร่างสูงนอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่มขาว ข้างเตียงมีเสาน้ำเกลืออยู่ตั้งอยู่

               มินโฮเดินมาหยุดยืนข้างๆ “นายเนี่ยนะจุนโฮ.. เป็นพ่อพระอีกจนได้ กลับบ้านดึกแบบนี้พี่ซึงอาไม่ว่าเหรอ”

               “ไม่หรอก ฉันโทรบอกพี่แล้ว พี่ก็บ่นนิดหน่อยว่าอุตส่าห์ทำกับข้าวเตรียมไว้ให้”

               “แล้วหลังออกจากโรงพยาบาลนี่ล่ะ นายจะเดินกลับเหรอ มันอันตรายนะ ทางกลับบ้านนายต้องผ่านสองโรงเรียนนั่นด้วย ไม่รู้จะหาเรื่องตีกันค่ำๆมืดๆอีกรึเปล่า ให้ฉันเดินไปเป็นเพื่อนมั้ย”

               “ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนะมินโฮ..” คนตัวเล็กหันกลับไปมองตาค้อน

               “ก็แหม.. ดูจุนมันฝากบอกฉันว่าให้ดูแลนายด้วย อย่าให้เผลอเดินเข้าซอยเปลี่ยวหรือเดินผ่านจุดปะทะเด็ดขาด”

               “อะไรของดูจุนเนี่ย!” คราวนี้จุนโฮหันไปยืนกอดอกมองหน้ามินโฮ ประหนึ่งว่ามินโฮคือดูจุน “ทำไมเขาต้องเห็นฉันเป็นเด็กอยู่เรื่อยเลย! ฉันไม่โง่เอาตัวเองไปเดินเสี่ยงภัยแบบนั้นหรอกน่า”

               “ไม่รู้สิ หมอนั่นแค่เป็นห่วงนาย.. ไปเคลียร์กันเอาเองแล้วกันนะ” คนสูงกว่าตัดสินใจตัดบท

               จุนโฮหันกลับมา ดวงตาเรียวทอดมองใบหน้าที่กำลังหลับใหล.. จุนโฮสัญญากับตัวเองแล้ว เขาจะไม่มีวันบอกดูจุนกับมินโฮเด็ดขาด..ว่าแท้จริงแล้วฮวางชานซองคนนี้ก็อาจจะเป็นหนึ่งในนักเรียนจากสองโรงเรียนที่กำลังมีเรื่องบาดหมางกัน ขืนบอกไป เขาคงโดนเพื่อนรักทั้งสองกีดกันไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับฮวางชานซองอีก

               เปลือกตาคู่คมปิดสนิท พอได้มายืนมองอีกฝ่ายอยู่ในห้วงนิทราแบบนี้ จุนโฮไม่รู้สึกว่าคนตรงหน้าเขาเป็นบุคคลอันตรายหรือมีพิษภัยอะไรเลย ร่างสูงที่นอนนิ่งก็เป็นเด็กผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่ได้แตกต่างไปจากจุนโฮ มินโฮ หรือดูจุน.. แต่เพียงชั่ววูบหนึ่งที่จุนโฮเผลอคิดย้อนไปถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่ชานซองวิ่งมาชนเขาล้ม คำว่า เด็กผู้ชายธรรมดาๆ ก็ค่อยๆเลือนไปจากสมอง เพราะจุนโฮไม่เคยลืมตาคู่คมที่มองมาอย่างเลือดเย็น บนหน้าผากมีริ้วโลหิตสีแดงฉานปาดเป็นทางยาว เลือดเหนียวข้นร่วงแหมะลงบนซีกแก้มของเขา เพียงเสี้ยววินาที กลิ่นคาวเลือดก็คละคลุ้งไปทั่ว จนจุนโฮลืมไปเสียสนิทว่าก่อนหน้านี้ กลิ่นน้ำฝนมันฉุนจมูกแค่ไหน

               เด็กชายทั้งสองนั่งรออยู่บนโซฟาจนเวลาล่วงเลยไปถึงสามทุ่ม ประตูห้องพักผู้ป่วยก็เปิดออก เสียงรองเท้าส้นสูงดังมาก่อนตัว ก่อนจะมีหญิงร่างเล็กโผล่หน้ามาทักทายพวกเขาทั้งสอง

               “ส..สวัสดีครับ” จุนโฮผุดลุกขึ้นยืน และรีบค้อมหลังทำความเคารพอีกฝ่าย นี่แหล่ะมั้งผู้ปกครองของฮวางชานซอง..

               “สวัสดีจ้ะ ขอบใจพวกเธอมากนะที่ช่วยหลานป้าไว้” หญิงร่างเล็กยิ้มบางๆตอบเด็กทั้งสอง แต่ยิ้มนั้นก็คงค้างอยู่เพียงครู่เดียว เพราะฉับพลันที่วิถีสายตาของเจ้าหล่อนตวัดมองไปยังร่างบนเตียง รอยยิ้มหวานนั้นก็หายไป สายตาอ่อนโยนที่ทอดมองจุนโฮกับมินโฮแปรเปลี่ยนเป็นสายตาแบบอื่น

               สายตาที่ชวนให้จุนโฮรู้สึกถึง ความห่างเหิน

               “อ้อ! จริงสิ ผมเกือบลืม คุณหมอบอกว่าถ้าคุณป้ามาแล้ว ให้พวกผมเรียกพยาบาลด้วย คุณหมออยากจะคุยกับผู้ปกครองน่ะครับ” จู่ๆจุนโฮก็นึกขึ้นได้

               “งั้นเหรอจ๊ะ”

               “ถ้างั้นเดี๋ยวผม...”

               “เดี๋ยวผมไปเรียกให้นะครับ” ไม่ทันที่จุนโฮจะพูดจบ มินโฮก็ตัดบทเขาเสียก่อน คนตัวสูงกว่าหันมองจุนโฮพร้อมขยิบตาให้ เพื่อบอกว่าเขาจะเป็นคนไปเรียกพยาบาลเอง จุนโฮไม่เข้าใจว่าทำไมมินโฮต้องพูดแทรกเขา

               เมื่อเห็นตาคู่เรียวมองมาพร้อมคำว่าไม่เข้าใจ มินโฮจึงก้มลงกระซิบ “..นายอยู่คุยกับคุณป้าไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันไปเรียกพยาบาลให้ นายเป็นคนเจอเขา นายน่าจะเล่าอะไรๆให้คุณป้าฟังได้”

               “อ่อ เอางั้นเหรอ..”

               “อืม ฉันไปแป๊บเดียว เดี๋ยวมานะ” พูดจบขายาวก็พาร่างมินโฮผลุบหายออกไปจากห้อง ทิ้งจุนโฮให้อยู่กับคุณป้าของชานซอง

               และก็เป็นไปตามที่มินโฮคาด หญิงร่างเล็กหันกลับมายิ้มให้จุนโฮพร้อมถาม “หนูไปเจอเขาที่ไหนเหรอ”

               “อ๋อ ผมกำลังจะเดินข้ามสะพานจากโรงเรียนไปหาเพื่อนน่ะครับ ผมเจอเขานั่งอยู่ที่ตีนสะพาน เขาพยายามลุกขึ้นเดิน แต่ลุกได้แป๊บเดียวก็ล้มฟุบไป”

               “อ้อ อย่างนี้เองหรอกเหรอ.. เฮ้อ.. เด็กคนนี้นี่นะ.. สร้างเรื่องตลอดเลย”

               “อ...เอ่อ แต่ผมว่า.. เขาไม่สบายจริงๆนะครับ คงไม่ได้ตั้งใจจะสร้างเรื่องให้ใครเดือดร้อนหรอกครับ” วินาทีที่พูดประโยคนั้นจบ จุนโฮก็นึกสงสัยตัวเอง นี่เขากำลังแก้ตัวให้คนที่เพิ่งรู้จักชื่อกันอย่างนั้นเหรอ

               “พ่อหนูไม