ChanHo-OneShot

[OS-ChanHo] "Storm"

posted on 26 Aug 2011 23:11 by teashop-inglenook in ChanHo-OneShot

-Storm- 

 

Author: Palmira
Status: One Shot
Pairing: ChanHo (Chansung x Junho)
Fandom: 2PM
Rating: G

 

 

 

มาอีกแล้วกับ One Shot 555 เพราะเหมือนว่าช่วงนี้จะงานยุ่งเกินกว่าจะผลิตอะไรยาวๆได้ - -*

คำเตือนก่อนอ่าน... ฟิคเรื่องนี้เป็นแค่ความสิ้นคิด(?)ส่วนตัว บวกกับความอัดอั้น(อันไร้สาระ) ...เพราะฉะนั้นถ้ามันไม่ถูกใจยังไงก็ขออภัยเอาไว้ล่วงหน้าก่อนนะค้า~ ;)

 

------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รถไฟใต้ดินช่วงหนึ่งทุ่มตรงมักจะคลาคล่ำไปด้วยเหล่ามนุษย์เงินเดือนเช่นนี้ทุกวัน สองร่างที่ยืนรออยู่บนชานชาลาค่อยๆเบียดร่างตนเองเข้าไปในกระแสชนนั้น จนกระทั่งในที่สุด ทั้งสองร่างก็พาเท้าตัวเองเข้าไปยืนอยู่ในขบวนรถได้ ประตูรถปิดลง พร้อมกับเสียงอื้ออึงของขบวนรถที่กำลังขับเคลื่อนไปเบื้องหน้า มุ่งสู่อุโมงค์อันมืดมิด

สองร่างนั้นยืนแนบชิดกัน ร่างหนึ่งรีบเอื้อมมือไปคว้าคานเหล็กเพื่อรั้งร่างตัวเองไม่ให้โอนเอนไปตามความเร็วของขบวนรถ ส่วนอีกร่างหนึ่งก็ยืนพิงไปกับกำแพงรถแล้วเช่นกัน ทันทีที่แผ่นหลังสัมผัสกำแพงรถ ร่างนั้นก็รีบคว้าไอพอดคู่ใจออกมาจากกระเป๋าสะพาย พร้อมเคลื่อนนิ้วหัวแม่มือหาเพลงโปรดอย่างไม่สนใจใคร ตาคู่เรียวจับจ้องอยู่กับหน้าจอตรงหน้า พร้อมกับหูฟังที่เสียบคาไว้กับหูทั้งสองข้าง มีบ้างบางครั้งทีเสียงเพลงดังเล็ดดลอดออกมา  ทว่าเจ้าตัวดูเหมือนจะไม่สนใจอะไรเท่าไหร่

ผิดกับใครอีกคนที่ยังคงเอาแต่ยืนจ้องคนตรงหน้า ร่างสูงมองตามวิถีสายตาของคนตัวเล็กกว่า อยากรู้ว่าอีกคนกำลังฟังเพลงอะไร และกำลังคิดอะไรอยู่

“จุนโฮ...” ร่างสูงลองหยั่งเสียงเรียกชื่อนั้น ทว่าบุคคลผู้เป็นเจ้าของชื่อกลับไม่มีท่าทีจะใส่ใจเขาเลยแม้แต่น้อย ตาคู่เรียวยังคงจดจ่ออยู่กับเพลย์ลิสท์ในวัตถุเล็กบางตรงหน้า

“จุนโฮ...” คราวนี้ ร่างสูงลองเรียกอีกฝ่ายดังขึ้น หวังแค่เพียงว่า จุนโฮ จะได้ยินเสียงเขาบ้าง อยากจะรู้เหมือนกันว่าระหว่างเสียงเพลงที่ดังอยู่ในหูฟังกับเสียงของเขา...อะไรมันจะสำคัญกว่ากัน

ซึ่งคราวนี้ก็ได้ผล เจ้าของชื่อจุนโฮยอมละสายตาออกมาจากหน้าจอไอพอด และจ้องกลับมายังร่างสูงที่เอ่ยเรียกชื่อเขา ทว่าก็มีเพียงสายตาเท่านั้นที่ทอดมองกลับมา ริมฝีปากของคนตรงหน้ายังคงไร้การเคลื่อนไหว ไม่มีการขยับปากพูด ไม่มีการเม้มแน่นเป็นเส้นตรงเพื่อบอกว่าตนไม่พอใจ และไม่มีการคลี่ยิ้มใดๆกลับมาให้เขา

 

ไม่มีรอยยิ้ม... เหมือนที่เคยมีเป็นประจำ

 

ร่างสูงพยายามจ้องกลับ พยายามเค้นหาความหมายจากความเงียบที่คนตรงหน้ามอบให้ คิ้วคมขมวดเป็นปมหลวมๆ เขาไม่ได้โกรธที่จุนโฮปั้นหน้านิ่งใส่เขา และไม่ได้โกรธที่จุนโฮเอาแต่ง่วนอยู่กับอุปกรณ์ไฮเทคตรงหน้า แต่ร่างสูงกำลังโกรธตัวเอง

 

เพราะรู้ว่าตัวเขาเองนี่แหล่ะ...ที่เป็นต้นเหตุแห่งความเฉยเมยครั้งนี้

 

เมื่อเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงแล้วเจ้าตัวกลับไม่พูดอะไร จุนโฮจึงละสายตาออกจากใบหน้าคมนั้น และกลับไปจดจ่ออยู่กับไอพอดในมือต่อ ไอร้อนจากผู้คนรอบกายทำเอาเหงื่อซึมได้ไม่ยาก ทว่าไอเย็นเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากแววตาเรียบนิ่งของจุนโฮก็ทำให้ร่างสูงทั้งร่างเย็นเฉียบได้เช่นกัน

ชานซองไม่เคยอยากให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้

ขบวนรถยังคงแล่นไปเบื้องหน้า แล่นผ่านสถานีแล้วสถานีเล่า เสียงประกาศชื่อสถานียังคงมีมาให้ได้ยินสม่ำเสมอ เสียงทุกเสียงดังคลออยู่ในโสตประสาท ทั้งเสียงบทสนทนาระหว่างมนุษย์เงินเดือน เสียงเด็กเล็กร้องไห้งอแง เสียงผู้เป็นแม่ดุเด็กน้อยให้เงียบ เสียงโทรศัพท์มือถือที่แผดร้อง ...ทุกเสียงแจ่มชัด แต่ก็คงไม่มีเสียงใดที่จะดังอื้ออึงและแจ่มชัดเกินไปกว่าเสียงแห่ง ความเงียบ จากจุนโฮอีกแล้ว

“จุนโฮ” ร่างสูงเปล่งเสียงเรียกชื่อนั้นอีกครั้ง และก็เป็นอีกครั้งที่จุนโฮยอมละสายตาจากหน้าจอไอพอดตรงหน้า ดวงตาเรียวทอดมองใบหน้าคมของคนที่เรียกชื่อเขา

“มีอะไร...” ในที่สุด น้ำเสียงที่ร่างสูงอยากได้ยินมานานก็ดังขึ้น พร้อมกับริมฝีปากนั้นที่ยกยิ้มขึ้นบางๆ ...เป็นรอยยิ้มที่แต่งแต้มบนใบหน้าแค่เพียงชั่วครู่ แต่แล้วก็วูบดับไปอีกครั้ง

เมื่อโดนย้อนถามว่า มีอะไร เขากลับตอบไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วตนเองเรียกชื่ออีกฝ่ายเพราะอะไร ระลอกความเงียบไหลบ่าท่วมท้นใส่คนทั้งคู่ มีเพียงสายตาที่มองสบกัน หากแต่ไร้ซึ่งคำพูด ความเงียบจากจุนโฮค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด นำพาความอึดอัดให้แผ่ซ่านไปทั่วร่าง และไหลย้อนขึ้นไปยังหัวใจ

“เอาหูฟังออกก่อนได้มั้ย” ร่างสูงเอ่ยถาม ...ก็แค่ตั้งคำถามไปอย่างนั้น เพราะรู้ดีว่าคำตอบที่เขาจะได้จากอีกฝ่ายก็ยังคงเป็นความเฉยเมย และไม่มีวันที่จุนโฮจะยอมถอดหูฟังออกเพื่อฟังเสียงเขา เพราะในเวลานี้ สถานการณ์แบบนี้ เสียงเพลงที่ดังคลอโสตประสาทย่อมสำคัญกับเสียงของชานซองอยู่แล้ว

ตาคู่เรียวจ้องตอบ หากแต่ชานซองกลับไม่เห็นแวววูบไหวใดๆเลยในตาคู่นั้น ชานซองไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าคำขอร้องที่เขาพูดไปจุนโฮจะได้ยินมันทุกคำทุกพยางค์หรือเปล่า ...และเพียงไม่นาน จุนโฮก็ผละสายตาออกจากใบหน้าของร่างสูง เพื่อจับจ้องหน้าจอไอพอดของตัวเองอีกครั้ง

ถ้าชานซองทำได้ เขาก็อยากจะคว้าเจ้าวัตถุเล็กบางนั่นออกมาจากอุ้งมือซ้ายของจุนโฮ พร้อมกับกระชากหูฟังทั้งสองข้างออก เพื่อให้อีกฝ่ายยอมรับฟังเสียงของเขาบ้าง แต่ร่างสูงทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะรอบกายทั้งคู่รายล้อมไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ชานซองไม่อยากให้เขากับจุนโฮต้องตกเป็นเป้าสายตาของใคร

และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ร่างสูงเลิกล้มความตั้งใจที่จะแย่งไอพอดออกมาจากมือของอีกฝ่ายคือ...

 

แหวนสีเงินเกลี้ยงเกลาที่อยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของจุนโฮ

 

แหวนแบบเดียวกันกับที่อยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของชานซอง

“......” ร่างสูงยืนเม้มริมฝีปากแน่น ตาคู่คมเสมองไปทางหน้าต่างรถไฟใต้ดิน แต่ก็ลืมไปว่านอกหน้าต่างนั่นไม่มีทิวทัศน์อันสวยสดงดงามใดๆนอกเหนือไปจากกำแพงสีทึบ ที่เมื่อมองไปก็มีคงแต่เงาสะท้อนของตัวเองที่มองจ้องชานซองกลับมา ...ชานซองมองเห็นตัวเองยืนเผชิญหน้ากับ คนรัก ของตน แต่ดูเหมือนมันจะเป็นเพียงการเผชิญหน้าเพียงฝ่ายเดียว เพราะอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีว่าอยากจะเผชิญหน้ากับเขาเลยแม้แต่น้อย

ชานซองรู้ว่ากำแพงความเงียบที่จุนโฮจงใจก่อขึ้นมานั้นเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จุนโฮใช้ในการ วิ่งหนี ไปจากทุกสิ่ง

 

และเผอิญว่า ทุกสิ่ง สำหรับจุนโฮนั้นมันคือผู้ชายที่ชื่อฮวาง ชานซอง

 

“จุนโฮ...” ขอร้องล่ะ...

ต่อท้ายคำว่า ขอร้อง เงียบๆในใจ ไม่หวังให้ใครมาได้ยินนอกไปจากจุนโฮ และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ไร้การตอบสนองกลับมาจากร่างตรงหน้า ร่างสูงเม้มริมฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง พลางลอบถอนหายใจเบาๆ เขาอึดอัด เขาอยากคว้าเอาเจ้าวัตถุเครื่องเล็กที่บังอาจดึงความสนใจจากจุนโฮไปจากเขาออกมาจากอุ้งมือซ้ายนั่น อยากให้รถไฟที่กำลังขับเคลื่อนหยุดลง อยากดึงข้อมือคนตัวเล็กกว่าออกจากขบวนรถ และคุยกันให้รู้เรื่อง

ขบวนรถยังคงแล่นผ่านสถานีแล้วสถานีเล่า ผู้โดยสารเวียนเข้าเวียนออกหลายรอบ แต่เขากับจุนโฮก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ชานซองไม่รู้ว่าคนตรงหน้าเขาฟังเพลงจบไปแล้วกี่เพลง แต่เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป

“นี่...” ร่างสูงเอ่ยพลางยกมือขึ้นดึงหูฟังข้างหนึ่งออกจากหูซ้ายของคนตรงหน้า เพียงเสี้ยววินาทีหลังจากนั้น เจ้าของหูฟังก็รีบตวัดสายตาขึ้นมองร่างสูงทันที ชานซองเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับแววตาฉุนเฉียวของจุนโฮ เขารู้ดีว่าการที่เขาดึงหูฟังออกมาแบบนี้ คงทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจเป็นแน่

“......”

ทว่า...ดวงตาเรียวเล็กของคนตรงหน้ากลับไร้แววเกรี้ยวกราด ไม่มีความขุ่นเคืองใดๆ มีเพียงความเรียบนิ่งที่ฉายเด่นอยู่บนนัยน์ตาอันปราศจากแวววูบไหว

นิ่งงันไม่ต่างอะไรกับผิวน้ำที่ไม่เคยมีผู้ใดแตะต้อง แน่นิ่งเสียจนคนมองต้องลอบกลืนน้ำลายลงลำคออันแห้งผาก ยิ่งจับจ้องความแน่นิ่งนั้นนานเท่าไหร่ ร่างทั้งร่างก็ยิ่งเย็นเฉียบลงเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว

จุนโฮไม่มีทีท่าว่าจะคว้าเอาหูฟังของตัวเองคืนเลยแม้แต่น้อย อุ้งมือซ้ายถือไอพอดเครื่องบางไว้ยังไงก็ยังคงถืออยู่อย่างนั้น แหวนสีเงินเกลี้ยงเกลาเคยประดับอยู่บนข้อนิ้วนางข้างซ้ายยังไงก็ยังคงประดับอยู่เช่นนั้น

“จุนโฮ ทำไม...”

ทว่าไม่ทันที่ชานซองจะได้ถามจนจบประโยค เสียงพนักงานประจำขบวนรถก็ประกาศชื่อสถานีเป้าหมายของทั้งคู่เสียก่อน จุนโฮอาศัยโอกาสนี้คว้าหูฟังของตัวเองกลับมา มือเล็กไม่ได้ออกแรงกระชาก ไม่ได้แสดงออกเลยแม้แต่น้อยกว่าเกรี้ยวกราด หากแต่คำพูดที่จุนโฮใช้ตอบกลับมา มันยิ่งทำให้ร่างสูงแน่ใจว่าคนตัวเล็กกำลังโกรธเขา

“ขอบใจนะ ตั้งใจจะเอาหูฟังออกให้ฉันได้ยินชื่อสถานีใช่มั้ยเนี่ย...” พูดพร้อมริมฝีปากที่กระตุกยิ้มบางๆ ตาเรียวหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเจ้าตัวคลี่ยิ้ม เพียงครู่เดียวหูฟังข้างนั้นก็กลับไปสู่ใบหูของผู้เป็นเจ้าของ พร้อมๆกันกับที่ตาคู่เรียวผละออกจากใบหน้าคมของชานซอง ผู้คนรอบกายเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ผู้โดยสารหลายคนเดินออกจากขบวนรถที่สถานีนี้ ชานซองกับจุนโฮก็เช่นกัน

“จ...จุนโฮ” ร่างสูงพยายามเรียกชื่ออีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าจู่ๆเจ้าของชื่อก็เดินห่างไปจากเขา ชานซองไม่เข้าใจเลย ทั้งๆที่ผู้คนเบียดเสียดขนาดนี้ ทำไมจุนโฮจะต้องรีบเบียดร่างตัวเองเข้าไปในคลื่นมนุษย์อันแออัดยัดเยียดขนาดนั้น อยากจะหลีกหนีออกไปจากฝูงชนอันแน่นขนัดนี้เร็วๆ หรือว่าอยากจะหนีไปจากเขาให้ได้เร็วๆกันแน่?

ในที่สุด คนตัวเล็กที่เคยอยู่ในวิถีสายตาของชานซองเสมอมาก็ก้าวเท้าออกจากขบวนรถไป เรือนผมสีน้ำตาลเข้มค่อยๆกลืนหายไปในคลื่นฝูงชน ร่างของจุนโฮโดนเบียดซ้ายทีขวาที ไม่ต่างอะไรกับตัวชานซองเองที่ต้องต่อสู้กับแรงบีบอัดจากรอบด้าน

“จุนโฮ” ชานซองพยายามเรียกชื่ออีกฝ่าย หวังเพียงให้เจ้าของชื่อนั้นชะลอฝีเท้าลงและรอเขาบ้าง คนก็เบียดเสียดกันขนาดนี้ ทำไมจุนโฮจะต้องรีบเดินแบบนั้น ตั้งใจจะเร่งฝีเท้าให้พลัดหลงกับเขาจริงๆใช่ไหม

จนในที่สุด ชานซองก็สามารถพาเท้าตัวเองออกมาจากขบวนรถได้ ทว่าวินาทีที่เท้าทั้งสองเหยียบลงบนพื้นชานชาลา จุนโฮก็หายไปจากวิถีสายตาของเขาเสียแล้ว

“......” ร่างสูงเม้มริมฝีปากแน่นอีกครั้ง พลางกวาดสายตามองไปรอบกาย พร้อมกับเท้าทั้งสองที่ต้องก้าวย่ำไปตามแรงขับเคลื่อนของเหล่ามนุษย์เงินเดือน แต่ไม่ว่าจะกว้านมองไปรอบทิศมากแค่ไหน สิ่งที่ชานซองมองเห็นก็มีเพียงความแออัดยัดเยียด ทุกคนต่างเร่งรีบจะไปสู่ที่หมายของตน บางคนเร่งฝีเท้าเพื่อลงบันไดเลื่อนไปหาขบวนรถที่ต้องโดยสารต่อไป บางคนรีบสาวเท้ายาวหาทางออก บางคนคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นโทรหาบุคคลที่ตนเองนัดหมายไว้ ทุกคนล้วนมีเป้าหมายทั้งนั้น...

 

แล้วตัวชานซองเองล่ะ เป้าหมายของเขาอยู่ที่ไหน? ในเมื่อจุนโฮที่เป็นเหมือน เป้าหมาย ทุกอย่างในชีวิตได้หายไปจากวิถีสายตาของเขาแล้ว

 

ร่างสูงเร่งฝีเท้าอีกครั้งให้ตัวเองหลุดพ้นออกมาจากคลื่นฝูงชน และเมื่อชายหนุ่มออกมาสู่บริเวณที่ไม่แออัดยัดเยียดมากนัก เจ้าตัวก็รีบคว้าโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาเพื่อกดโทรออกหาจุนโฮทันที

“จะรีบไปไหนของเขานะ” แอบบ่นเบาๆกับตัวเอง ตาคู่คมยังคงสอดส่ายไปทั่ว ก่อนจะก้มลงเลื่อนปลายนิ้วหาเบอร์ของจุนโฮ คิ้วคมขมวดมุ่นอย่างนึกหงุดหงิด ...ทั้งหงุดหงิด อึดอัด โมโห และกลัวอะไรบางอย่างขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลเช่นกัน

ในวินาทีที่ชานซองกำลังจะยกโทรศัพท์มือถือขึ้นแนบหูนั้นเอง คนตัวเล็กที่เขาตามหาก็เดินมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า

“จ...จุนโฮ?” มือใหญ่ลดโทรศัพท์มือถือลงทันที และเก็บมันกลับเข้ากระเป๋าตามเดิม คิ้วคมคลายปมออกเล็กน้อย พลางสาวเท้าเดินไปหาคนตรงหน้า

มือซ้ายของจุนโฮยังคงกำไอพอดเครื่องบางไว้หลวมๆ หูทั้งสองข้างยังคงมีหูฟังเสียบคาอยู่ ตาคู่เรียวนั่นก็ยังคงแน่นิ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ทันทีที่ร่างสูงเดินเข้ามาประชิดตัวอีกฝ่าย เจ้าตัวก็ไม่รอช้าที่จะบ่น “จะรีบเดินไปไหนเหรอ”

“......”

“ทำไมต้องรีบเดินหนีฉันขนาดนั้น...จุนโฮ”

“......”

“ทำไม...” มือใหญ่เคลื่อนขึ้นมาช้าๆ และคว้าเอาหูฟังข้างซ้ายออกมาอีกครั้ง “ทำไมไม่พูดกับฉัน...” ตามด้วยหูฟังข้างขวาที่ถูกดึงออก ตาคู่คมจับจ้องแน่นิ่งอยู่กับตาเรียวเล็กของคนตรงหน้า ที่ไม่ว่ายังไงก็ดูจะไม่ไหวติงกับคำถามของเขาเลยแม้แต่น้อย

“......”

“จุนโฮ...” ชานซองลอบถอนใจอีกครั้ง “ขอร้อง...อย่าทำแบบนี้”

“......”

แต่ต่อให้ร่ำร้องวิงวอนอีกกี่ร้อยครั้ง ชานซองก็รู้ดี เขาไม่มีทางทะลายกำแพงความเงียบเข้าไปหาจุนโฮได้อีกต่อไปแล้ว สายตาทั้งสองคู่ยังคงมองตอบกัน ฝ่ายหนึ่งพยายามถ่ายทอดข้อความบางอย่างไปให้ แต่อีกฝ่ายหนึ่งกลับก่อกำแพงกระจกบางๆขึ้นมา และข้อความที่ชานซองตั้งใจจะส่งไปก็ถูกสะท้อนกลับมาหมด ไม่มีถ้อยคำหรือพยางค์ใดที่จะทะลุกำแพงนั่นเข้าไปหาจุนโฮได้เลย

 

“ยังอยากจะขอร้องอะไรอีกมั้ย...”

 

คือคำถามแรกจากเจ้าของดวงตาเรียวเล็ก หลังจากที่เจ้าตัวเอาแต่ปิดปากเงียบมานาน

“......”

“มีอะไรอีกมั้ย...ที่นายอยากได้จากฉัน”

“......”

“เพราะฉันให้นายไปหมดทุกอย่างแล้ว...ชานซอง”

“......”

“ถ้านายจะขอร้องอะไรมากกว่านี้...ฉันเกรงว่าฉันจะไม่เหลืออะไรไว้ให้นายอีกแล้ว”

“......”

น้ำเสียงเรียบนิ่งเปล่งออกมาทีละประโยค ไม่มีการขึ้นเสียงสูง และไม่มีการกดเสียงต่ำประชดประชัน ไม่มีคำพูดห้วนสั้น มีเพียงน้ำเสียงอันเรียบนิ่งจากอีจุนโฮ น้ำเสียงปกติที่จุนโฮใช้พูดกับชานซองเวลาเจ้าตัวอารมณ์ดี น้ำเสียงที่ฟังดูก็เหมือนคนสองคนคุยกันธรรมดาๆ ไม่มีการแผดเสียงตะโกนลั่นหรือด่าทอเพื่อเชือดเฉือดหัวใจกัน

แต่สิ่งที่กำลังเชือดเฉือนหัวใจของร่างสูง...มันคือความหมายของคำแต่ละคำในประโยคพวกนั้นต่างหาก

“ขอโทษนะ วันนี้ฉันคงไปอ่านหนังสือกับชานซองไม่ได้...”

“......”

“เพราะฉันว่าจะแวะไปที่ร้านขายแหวนร้านนั้นซะหน่อย...”

“......”

คนตัวเล็กคลี่ยิ้มบางๆมองคนรักของตน ทุกครั้งที่จุนโฮยิ้ม ตาเรียวคู่นั้นต้องหรี่เล็กลงจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวไปแล้ว

“ว่าจะไปดูแหวนใหม่น่ะ แต่ชานซองก็อ่านหนังสือไปเถอะ ฉันไปเลือกคนเดียวได้...”

“......”

“อ้อ! ไหนๆ...ฉันก็จะไปเลือกแหวนใหม่แล้ว...”

“......”

ชานซองไม่รู้อีกต่อไปว่าเสียงรอบกายจะดังแค่ไหน เพราะในตอนนี้...เสียงเดียวที่เขาได้ยินคือเสียงหัวใจของตัวเอง ที่กำลังสูบฉีดเลือดอย่างรุนแรงอยู่ในอก จังหวะถี่รัวที่ดังกลบเสียงทุกเสียง

 

“ฉันคืนแหวนนี่ให้นายเลยแล้วกัน”

 

“......”

 

ทุกการเคลื่อนไหวของจุนโฮเกิดขึ้นภายในพริบตา ทว่าสายตาของชานซองกลับจดจำมันได้ทุกฉาก ทุกรายละเอียด

มือซ้ายที่เคยถือเจ้าไอพอดเครื่องบางไว้ ค่อยๆหย่อนเจ้าวัตถุบางเฉียบนั่นลงในกระเป๋าสะพาย เหลือเพียงฝ่ามือข้างซ้ายอันเปลือยเปล่า จากนั้น...มือขวาและมือซ้ายก็คืบเคลื่อนเข้าหากันช้าๆ และเพียงพริบตาเดียว แหวนเงินอันเกลี้ยงเกลาวงนั้นก็ค่อยๆเคลื่อนออกจากข้อนิ้วนางข้างซ้ายของจุนโฮ

“นี่...” เจ้าของแหวนวางวัตถุสีเงินวาวลงบนฝ่ามือขวา พลางยื่นมันไปให้ร่างสูงตรงหน้า “แหวนของนาย เอาไปสิ”

“......”

“ขอบใจนะ ที่เมื่อสองปีที่แล้วอุตส่าห์ซื้อให้ฉัน”

“......”

“ถึงมันจะเป็นแหวนธรรมดาๆ...” จุนโฮค่อยๆยื่นมืออีกข้างเข้าไปคว้าอุ้งมืออุ่นของร่างสูงขึ้นมา “แต่ฉันก็ชอบมันมาก... ชอบมาตลอด” และออกแรงเบาๆ บังคับให้ชานซองค่อยๆแบมือออกมา เมื่อเห็นว่าร่างสูงยอมแบมือให้แต่โดยดี คนตัวเล็กกว่าก็ค่อยๆวางวัตถุสีเงินวาวนั่นลงบนฝ่ามือของชานซอง “เป็นแหวนวงแรกในชีวิตเลยนะ แหวนที่ฉันใส่ตลอด ไม่ว่าจะนอน...หรืออาบน้ำ ไม่เคยถอดออกเลยสักครั้ง”

“......”

“ขอบคุณมากนะ แต่ฉันใส่มันมาตั้งสองปีแล้ว...คงถึงเวลาต้องซื้อวงใหม่ซักทีเนาะ” และจุนโฮก็คลี่ยิ้มกว้าง กว้างเสียจนดวงตาเรียวเล็กกลายเป็นขีดเดียว

“......”

“เก็บซะสิ...”

เมื่อเห็นว่าร่างสูงยังคงยืนนิ่ง จุนโฮจึงยื่นมือเข้าไปบังคับให้นิ้วทั้งห้าประคองแหวนวงนั้นไว้ อุ้งมือทั้งสองข้างกุมแน่นและบีบมือใหญ่ของร่างสูงเบาๆเป็นครั้งสุดท้าย “อยากจะเก็บไว้ใส่เอง หรือจะเอาไปให้คนอื่นต่อก็ได้นะ...”

“......”

และจากนั้นจุนโฮก็ไม่พูดอะไรกับเขาอีก มีเพียงตาคู่เรียวที่ยังคงวาดยิ้มส่งมาให้ ก่อนที่เจ้าของรอยยิ้มนั้นจะค่อยๆกลับหลังหัน และก้าวเดินไปเบื้องหน้า เดินห่างจากชานซองไปอีกครั้ง

วงแหวนสีเงินที่อยู่ในอุ้งมือยังคงแผ่ไออุ่นมาให้ร่างสูง ไออุ่นจากนิ้วมือของจุนโฮ...ที่ที่เคยเป็นที่อยู่ของเจ้าแหวนวงเล็กวงนี้

 

ร่างเล็กอันแสนคุ้นเคยค่อยๆก้าวเท้ากลืนหายไปกับระลอกฝูงชน ทว่าวิถีสายตาของร่างสูงยังคงจับจ้องอยู่ที่เดิม... ณ ตำแหน่งสุดท้ายที่เขามองเห็นแผ่นหลังของจุนโฮ ก่อนที่ร่างนั้นจะหลุดหายไปจากระยะสายตา

 

 

 

 

 

END

 

 

 

 

 

 

 

เพราะมันคือ One Shot ค่ะ!!

55555+

งงกันรึเปล่าเอ่ย? ...ความจริงแล้วไอที่เขียนยืดๆมาทั้งเรื่องมันก็แค่การบอกเลิกน่ะแหล่ะค่ะ

อาจจะงงว่ามัน "Storm" ตรงไหน?

ความจริงแล้ว ตอนจะเขียนเรื่องนี้...ไอเดียมันผุดมาจากการฟังเพลง Storm (폭풍) ของเอสเจ (ลองจิ้มลิงค์ไปอ่านความหมายกันได้ >> จิ้ม <<) แต่...แต่งไปแต่งมามันชักจะหลุดจาก theme - -* ตอนแรกกะจะให้เป็น teatime music แต่ในเมื่อมันหลุดธีมขนาดนี้ ก็ช่างมันแล้วกันเนอะ 5555+

 

จริงๆแล้ว เนื้อเพลงท่อนหลักๆอันเป็นที่มาที่ไปของเรื่องนี้ มันมาจากท่อนของคยู

"더 멀어지려고 너무 애쓰지마 이미 내몸은 조각나 깨져버렸어 네가 원했던 대로"

แปลประมาณว่า "ไม่ต้องพยายามออกห่างจากฉันไปมากกว่านี้หรอก ร่างกายของฉันแตกสลายเป็นเสี่ยงๆอย่างที่เธอต้องการแล้ว"

รู้สึกสะใจกับท่อนนี้อย่างบอกไม่ถูก...เอาจริงๆแล้วฟิคมันก็มาจากไอท่อนนี้แค่ท่อนเดียวแหล่ะค่ะ 555 แต่สุดท้ายปรางก็ยืดมันจนกลายเป็นฟิคป่วงๆแบบนั้นจนได้ - -*

 

 

ช่วงนี้ฟิคชานนูนอจะมาเป็นแบบ One Shot ไม่ก็ Short Fic ไปก่อนนะคะ เรื่องยาวขอดองงงงง...ค่ะ TvT