ChanHo-ShortFiction

[SF-ChanHo] "Will you keep it secret" [1/2]

posted on 10 Aug 2011 22:37 by teashop-inglenook in ChanHo-ShortFiction

ª Will you keep it secret ª

Author: Palmira (aka Lunaria)
Status: Short Fiction
Pairing: Chansung x Junho (ChanHo)
Fandom: 2PM
Rating: PG

 

 

-------------

 

 

.

.

.

.

.

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮวาง ชานซองจะทอดสายตามองใครได้หวานเชื่อมขนาดนี้

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะถูกมองแบบนี้จากมักเน่ของวง

 

“ถอดออกเหอะ ไม่เห็นจะเข้ากับนายเลยซักนิด” อีจุนโฮบ่นขึ้น บุคคลเป้าหมายของการบ่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นมักเน่ตัวโตที่นั่งสวมแว่นดำอยู่ตรงหน้า “ตัวใหญ่ซะเปล่า...”

“......” แต่ดูเหมือนว่านั่นจะไม่ได้ทำให้คนตรงหน้าสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ร่างสูงเพียงแค่ถอดแว่นดำออก เพียงแค่นี้ปราการขวางกั้นระหว่างวิถีสายตาของเขากับจุนโฮก็ไม่เหลือแล้ว

ตาคู่คมทอดมองใบหน้าที่อยู่ห่างออกไปเพียงแค่เอื้อม ตาเรียวเล็กมองกลับมาพร้อมเครื่องหมายคำถาม ก็จะไม่ให้งงได้ยังไง หมู่นี้เวลาพูดอะไรกับชานซองไป เจ้าตัวมักเอาแต่เงียบ แทนที่จะโต้ตอบหรือทำหน้างอนแบบเมื่อก่อน ...นอกจากไม่โต้ตอบแล้วยังบังอาจมาต่อยกลับอีกต่างหาก ถึงมันจะเป็นแค่หมัดเบาๆไม่ได้ทำให้บอบช้ำแต่อย่างใดก็ตาม

“อะไร...” เจ้าของดวงตาขีดเดียวถามกลับ และสิ่งที่จุนโฮได้รับก็มีเพียง ‘รอยยิ้ม’

“......” ยังคงไม่มีคำพูดใดๆจากปากชานซอง ยิ้มที่เห็นตรงหน้าค่อยๆคลี่กว้างขึ้น กลายเป็นยิ้มหวาน... หวานขนาดที่ว่าไม่ว่าสาวไหนมาเห็นคงต้องเข่าอ่อนไปตามๆกัน โชคดีที่บุคคลผู้ได้รับรอยยิ้มนั้นไม่ใช่สาวที่ไหน แต่เป็นอีจุนโฮ แค่ยิ้มหวานแค่นี้มันไม่ทำให้จุนโฮสะทกสะท้านหรือรู้สึกอะไรหรอก

ไม่แปลกใจเลยทำไมเหล่านูนาในกองถ่ายถึงได้เอ็นดูชานซองนัก ก็เพราะทำตัวแบบนี้ไงล่ะ เจอใครก็ยิ้มหวานเข้าสู้ ใครมันจะไปนึกว่าผู้ชายหน้ามึนตลอดเวลาแบบฮวางชานซองเวลายิ้มทีจะหวานกระแทกสายตาแบบนี้

หลังจากเงียบอยู่นาน มักเน่ตัวโตก็ยอมพูดออกมาสักที

 

“ฉันเก่งกว่านายอีก...” 

 

จบ... ห้าพยางค์สั้นๆ

“...?...” อะไรของมัน? นั่งรออยู่สักพักรอให้ชานซองพูดต่อ มันก็ไม่ยอมพูด เอาแต่ส่งยิ้มหวานอยู่นั่นแหล่ะ ถ้าแค่ยิ้มเฉยๆยังพอรับไหว แต่นี้ยิ้มในสภาพที่ตัวมันเองก็ยังอยู่ในเสื้อกล้ามรัดรูปสีดำ คิดว่าตัวเองหล่อนักหรือไง!

“หึ...นายมันก็ไม่ได้ดูดีนักหนอก!” ไอ้ขี้เก๊กเอ๊ย... อยากจะเสริมไปอีกนิดแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป อะไรบางอย่างในรอยยิ้มของคนตรงหน้ามันทำให้จุนโฮรั้งคำพูดตัวเองไว้

“......” ด่าไปกี่คำๆมันก็เอาแต่เงียบ

“นี่...จะมองอะไรนักหนา”

“......” นอกจากจะเงียบแล้วยังฉีกยิ้มหวานส่งมาให้อีกระลอกอีกต่างหาก

“หยุดยิ้มได้ยัง!”

“......” และฮวางชานซองก็ยังคงคลี่ยิ้มหวานต่อไป ร่างสูงนิ่งพอจะอดทนต่อความฉุนเฉียวของจุนโฮได้เสมอ

“เฮ้ย พอได้แล้ว ไอ่ตี๋มันเขินหมดแล้วเห็นมั้ย”

“ผมไม่ได้เขินนะพี่!” จุนโฮหันไปแหวใส่แทบจะทันที แน่นอนว่าจอมบงการชีวิตของจุนโฮจะเป็นใครไม่ได้นอกจากคิม จุนซู พี่ชายที่มักจะถือวิสาสะคิดว่าตัวเองชื่อ ‘จุน’ เหมือนเขา ก็เลยเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในเกือบทุกเรื่องในชีวิตของจุนโฮ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเลือกของกินแทนจุนโฮ ตัดสินใจว่าจุนโฮควรจะแต่งตัวยังไงในวันไหน ตัดสินใจแทนแม้กระทั่งเรื่องสาวๆที่เข้ามารายล้อมเขา...

และไม่เว้นแม้แต่... เรื่องข่าวลือหนาหูที่แพร่ไปจนเกือบจะทั่วโลก

 

ข่าวลือที่ว่านั่นก็หนีไม่พ้นเรื่องของจุนโฮเอง และใครอีกคนที่ตอนนี้กำลังนั่งฉีกยิ้มอยู่ตรงหน้านี่แหล่ะ

 

“เฮ้ย ลุกๆ ไปทำงานต่อได้แล้วไป ไปจีบกันเวลาอื่น!”

“พี่จุนซู!” เจ้าของดวงตาเรียวผุดลุกขึ้น ปั้นหน้าหาเรื่องคนเป็นพี่ที่เอาแต่ยุแยงเรื่องไม่เป็นเรื่อง “ทำไมพี่ต้องคอยยุให้ไอ้นี่มันจีบผมด้วย!”

“อ้าว...ก็พี่นึกว่าเราชอบซะอีก” จุนซูไหวไหล่อย่างไม่แยแสสิ่งใด

“ผมไม่เคยพูดอะไรซักคำเลยนะ!”

“ไม่เคยพูดก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่แสดงออกนะน้อง” คลี่ยิ้มยียวนให้คนเป็นน้องก่อนจะยักคิ้วเบาๆให้จุนผู้น้องตกใจเล่นๆ “ช่างเถอะ ไปทำงานกันได้แล้วไป”

“เดี๋ยวพี่! มาเคลียร์ก่อน อะไรคือไม่ได้พูดแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่แสดงออก”

“เฮ้ย แกล้งโง่รึเปล่าไอตี๋... ช่างเหอะ ไม่ได้สำคัญอะไรหรอก ไปทำงานได้แล้ว ไปๆ”

“แต่ว่ามัน...!”

แต่ก่อนที่จุนโฮจะได้โวยวายไปมากกว่านี้ พี่ผู้จัดการก็เรียกพวกเขาซะก่อน นั่นทำให้จุนโฮต้องยั้งคำพูดและความสงสัยของตัวเองเอาไว้อีกครั้ง พลันหางตาก็เหลือบไปเห็นใบหน้าของคนที่เพิ่งจะนั่งยิ้มหวานให้เขา

“ยิ้มอะไรอีกวะ!” ขอแหกปากอีกสักทีเถอะ จะไม่ให้หงุดหงิดได้ไงในเมื่อเหลือบตาไปแล้วเห็นฮวางชานซองยังคงลอบยิ้มน่าขนลุกมาที่เขาไม่หยุดซักที

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชานซองยิ้มให้เขา รู้จักกันมาตั้งหกปี ผู้ชายคนนี้ยิ้มให้เขาแทบจะเป็นหมื่นครั้งแสนครั้ง ...แต่สิ่งที่สะกิดใจจุนโฮมันคือลักษณะของรอยยิ้มนั่นต่างหาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่จุนโฮรู้สึกว่ายิ้มที่เขาคุ้นเคยมันกำลังเปลี่ยนไป บอกไม่ได้ว่าชานซองไปทำอะไรกับตาตัวเองมารึเปล่า ปกติหมีตัวโตนี่ก็ตาหวานผิดวิสัยผู้ชายเกาหลีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ชื่อว่าเป็นหนุ่มลูกครึ่งอิตาเลียนหรอก แต่รอยยิ้มที่จุนโฮเห็นในวันนี้...มันเป็นยิ้มที่ไม่ได้คลี่แค่ริมฝีปาก แต่ตาคมคู่นั้นก็กำลังคลี่ยิ้มหวานมอบให้จุนโฮด้วย

“ไปกันเถอะ...” และคราวนี้ร่างสูงไม่ยิ้มเปล่า ลำแขนยาวตรงเข้าตวัดรอบเอวจุนโฮ ก่อนจะพาเดินไปด้วยกัน

นี่ก็อีก... นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งคู่เดินโอบเอวกัน แต่จุนโฮรู้สึกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ชานซองเข้ามาโอบเขาด้วยท่าทีที่ดูเหมือน...

 

...อยากจะถนอมจุนโฮยังไงชอบกล

 

ไม่ได้โอบเพราะมิตรภาพแบบที่ลูกผู้ชายเขาทำกัน แต่ดูท่าทางมันสิ เข้ามาสอดแขนไว้รอบเอว พร้อมกับประคองไว้หลวมๆอย่างกับว่าจุนโฮเป็นคนท้องอย่างนั้นแหล่ะ

“เมิงเป็นไรมากป่ะ”

“หือ?”

“เมิงเป็นไรมากป่ะชาน”

“เปล่านี่ ทำไมเหรอ” มักเน่หน้ามึนก็ยังคงตอบหน้าตาเฉย แขนก็ยังคงประคองไว้รอบเอวจุนโฮ

“ฉันไม่ได้ป่วย ไม่ต้องมาโอบอะไรขนาดนี้ก็ได้ เดินเองได้น่า”

“......”

จุนโฮพูดพลางพยายามแกะอ้อมแขนนั้นออก ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินตามจุนซูที่ล่วงหน้าไปไกลมากแล้ว

 

 

หลังจากทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน ทั้งหกหนุ่มก็เดินทางกลับมายังหอพัก แต่ละนายเดินเรียงแถวผ่านประตูห้องเข้ามาด้วยสภาพอันเหนื่อยล้า

“ชานซอง... รีบนอนรึเปล่า” พี่ชายคนโตสุดเอ่ยเรียกน้องเล็กของวง

“เอ่อ ถ้าจะไม่ให้รีบนอนก็ได้ พี่มีอะไรรึเปล่า”

“อ่อ งั้นก็ดีแล้ว... รอพี่ที่โซฟานี่แหล่ะ เดี๋ยวไปอาบน้ำก่อน”

“......” ตาคมไล่มองตามหลังบุคคลผู้เป็นเส้นเสียงหลักของวงไปจนร่างนั้นเลี้ยวลับเข้าไปในห้องน้ำ ไม่เพียงแค่ชานซองคนเดียวเท่านั้นที่มองไล่หลังคนเป็นพี่ จุนโฮเองที่เดินตามหลังชานซองมาติดๆก็อดไม่ได้เช่นกันที่จะเหลือบมองใบหน้าของคนทั้งคู่ ฉับพลันคิ้วเรียวก็ขมวดมุ่นเป็นปมหลวมๆ คำพูดของจุนซูที่เขาได้ยินยิ่งทำให้ความสงสัยที่มีอยู่เพิ่มมากขึ้นจนคับอก ทำไมพี่ชายคนโตต้องรั้งไม่ให้ชานซองรีบนอน มีอะไรงั้นหรือ

สิ้นเสียงปิดประตูห้องน้ำ จุนโฮก็เอ่ยปากถามมักเน่ของวงทันที “มีอะไรกันเหรอ”

คนถูกทักสะดุ้งเบาๆก่อนจะเหลียวหลังหันไปมอง “อ๋อ ไม่รู้เหมือนกัน พี่จุนซูคงอยากปรึกษาอะไรซักอย่างน่ะ”

“......” คำตอบที่ได้ยินไม่ได้ทำให้ความสงสัยลดลงเลยแม้แต่น้อย แต่เอาเถอะ วันนี้จุนโฮเหนื่อยแล้ว ถึงจะสงสัยแค่ไหน แต่ซักไซ้ไล่เลียงไปก็คงจะเท่านั้น “อืม อย่านอนดึกนักล่ะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า เดี๋ยวจะตื่นไม่ไหวเอาซะก่อน ฝากบอกพี่จุนซูด้วย งั้นฉันไปอาบน้ำนอนก่อนนะ”

“อ้าว วันนี้นอนเร็วจัง”

“ก็มันเหนื่อยนี่...”

“เหรอ...”

“อืม”

“แล้ว...เหนื่อยมากมั้ย

“......”

 

ทำไมคำถามนี้ฟังแล้วมันจั๊กจี้หูชอบกล?

 

“ก็เหนื่อยเป็นปกติอยู่แล้วนี่ ชินซะแล้วล่ะ ไปก่อนนะ อย่านอนดึกล่ะ” จุนโฮรีบรวบรัดตัดความโดยเร็ว ก่อนที่ชานซองจะเท้าความยาวสาวความยืดไปมากกว่านี้ เจ้าของดวงตาเรียวเล็กหันไปยิ้มให้เพื่อนรักเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะผลุบหายเข้าไปในห้อง

สิ้นเสียงประตูปิดลง มักเน่ร่างสูงก็ทิ้งร่างลงนั่งบนโซฟาตัวยาวทันทีพร้อมกับเสียงถอนหายใจเฮือกยาว โชคดีที่ในตอนนั้นสมาชิกคนอื่นๆต่างทยอยเดินเข้าห้องตัวเองกันไปหมดแล้ว จึงไม่มีใครสังเกตชานซองมากนัก

ตาคู่คมยังคงทอดมองไปยังประตูไม้บานเดิมที่เพิ่งจะปิดลง หลังประตูบานนั้นจุนโฮคงกำลังเตรียมตัวอาบน้ำและพร้อมเข้านอนทุกเมื่อ จะมีใครเหมือนชานซองล่ะ...จะว่าเหนื่อยมันก็เหนื่อย จะว่าง่วงมันก็ง่วง แต่พอหัวถึงหมอนแล้วเปลือกตากลับไม่ยอมปิดเอาเสียดื้อๆ เป็นแบบนี้มานานแล้ว แล้วดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้ซะด้วยว่าอะไรคือสาเหตุของอาการดังกล่าว

มือใหญ่ลูบหน้าตัวเองแรงๆหนึ่งที ความกลัดกลุ้มที่เคยบอกตัวเองว่าให้ลืมๆมันไป...ตอนนี้มันกลับมารังควานชีวิตประจำวันของฮวางชานซองอีกแล้ว นึกว่าจะจัดการกับไอ้อาการบ้าๆนี้ได้แล้วแท้ๆ สุดท้ายแล้วมันก็ไม่เคยเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ก็ทำได้เพียงอดทน เฝ้ารออะไรบางอย่างที่ไม่รู้ว่าปลายทางจะอยู่ไกลแค่ไหน

ฮวาง ชานซองทำได้เพียงถือคติว่าความอดทนจะนำมาซึ่งสิ่งดีๆเสมอ... เชื่อมั่น ยึดมั่น ถือมั่นกับประโยคนี้ตลอดมา จนหลายครั้งเริ่มไม่มั่นใจว่า ความอดทน ที่ว่าดีนักดีหนาจะพาเขาไปสู่ปลายทางได้จริงหรือเปล่า

 

ปลายทาง ที่ชานซองวาดภาพเอาเองว่ามีจุนโฮยืนคอยอยู่

 

นั่งทอดความคิดมองเพดานขาวโพลนอยู่ได้สักพัก พี่ชายคนโตของวงก็เดินออกมาหามักเน่ที่นั่งแหมะอยู่บนโซฟา

“ว่าไงเรา รู้สึกไหมว่าวันนี้ทำพลาดไปหน่อย” จุนซูเปิดหัวข้อการสนทนาด้วยการยิงตรงเข้าประเด็นทันที

ชานซองยกหัวขึ้นจากเบาะ “พลาด?”

“ใช่... ไม่มีใครเขาชอบโดนจ้องนานๆแบบนั้นหรอกนะ”

“.....”

“อย่าบอกนะว่านายไม่รู้ตัว”

“......” ร่างสูงส่ายหน้า

“ถามจริง?”

“......” มีเพียงการส่ายหน้าเท่านั้นที่เป็นคำตอบของทุกสิ่ง

“ไอ้บ้า! นายจ้องจุนโฮตั้งไม่รู้กี่นาที มันมากไปนะ การ