TeaTimeMusic

[SF-ChanHo] "Share" (Tea Time Music #010)

posted on 02 Apr 2011 13:07 by teashop-inglenook in ChanHo-ShortFiction, TeaTimeMusic

-Tea Time Music- Series: #010 

Author: Palmira
Status: Short Fiction
Pairing: Chansung x Junho (ChanHo)
Fandom: 2PM
Rating: G

 

 

 

 

 

 

Tea Time Music #010

 

POTATO - “Share

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เธอกักขังตัวเองไว้นานเท่าไหร่ 

ไม่รับใครเข้ามา 

ความปวดร้าวในคราวนั้นที่มันฝังใจ 

อย่าแบกให้เหนื่อยล้า

 

 

 

“อูยอง...เห็นจุนโฮบ้างรึเปล่า”

“จุนโฮเหรอ เอ่อ...เหมือนเมื่อกี๊เดือนไปหลังตึกมั้ง”

“หลังตึก?”

“อือ”

“......”

“นาย...ลองตามไปดูเขาหน่อยก็ดี” เจ้าของชื่ออูยองเอ่ยพร้อมรอยยิ้มประดับบนริมฝีปาก ตาคู่เล็กมองจ้องชานซองราวกับต้องการสื่อความหมายในคำพูดของตัวเอง “เอ้า ไปสิ มัวยืนเอ๋ออยู่นั่นแหล่ะ”

“เออ รู้แล้วน่า” ชานซองเอ่ยก่อนจะเดินจากคนตัวเล็กมา ขายาวก้าวเร็วอ้อมไปด้านหลังตึก อากาศหนาวเหน็บพัดเข้าปะทะซีกหน้าจนผิวเย็นเยือก สายลมปลายเดือนพฤศจิกายนทำให้ขนลุกซู่ได้เสมอ ยิ่งเป็นเวลาพลบค่ำแบบนี้ก็ยิ่งหนาวจนปวดกระดูก

ชานซองขมวดคิ้วมุ่น เท้ายังคงก้าวเดินไปเบื้องหน้า บริเวณหลังตึกแทบจะมืดสนิทและไม่มีวี่แววสิ่งมีชีวิตใดอยู่เลย จะได้ยินก็เพียงเสียงใบไม้แห้งกรอบที่ปลิวว่อนขึ้นตามแรงลม แล้วไหนล่ะที่อูยองบอกว่าเห็นจุนโฮเดินอ้อมมาหลังตึก

“จุนโฮ” ชานซองลองหยั่งเสียงเรียกชื่ออีกฝ่าย คิ้วเข้มขมวดเป็นปมแน่น เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับใดๆกลับมาเลย สิ่งที่ชานซองได้ยินยังคงเป็นเสียงสายลมหวีดหวิว กับเสียงเศษใบไม้ที่ลอยล่องไปอย่างไร้ทิศทาง ชานซองเงยหน้าขึ้นมองแผ่นฟ้าเบื้องบน สีน้ำเงินเข้มกำลังกลืนกินแสงอาทิตย์ฉาดสุดท้ายจากขอบฟ้าฝั่งทิศตะวันออก

“จุนโฮ... จุนโฮ” และชานซองก็ลองเรียกชื่อนั้นดูอีกหลายๆครั้ง ในใจนึกเป็นห่วง ถ้าจุนโฮไม่อยู่ที่นี่แล้วจุนโฮจะไปอยู่ที่ไหน ข้าวของทั้งกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือก็ยังวางค้างอยู่บนโต๊ะเดิม โต๊ะที่อูยองนั่งเฝ้าอยู่ ชานซองยังคงก้าวเดินไปเรื่อยๆ พื้นที่หลังตึกเรียนกว้างขวางนัก แถมตามเสาตึกยังมีซอกมีหลืบมากมาย จนชานซองต้องกวาดสายตามองดีๆ บางทีจุนโฮอาจจะยืนหลบอยู่ตามมุมมืดเหล่านั้น

แล้วนี่จุนโฮไม่หนาวบ้างหรือไง เสื้อกันหนาวตัวใหญ่ของตัวเองจุนโฮก็วางทิ้งไว้บนโต๊ะ ผ้าพันคอก็เช่นกัน  ชานซองลอบถอนหายใจออกมา หลากหลายความรู้สึกตีกันให้มั่ว ทั้งเป็นห่วง ทั้งโมโห และน้อยใจ

“จุนโฮ!” ในที่สุดชานซองก็พบบุคคลเป้าหมาย “มาทำอะไรตรงนี้” ขายาวสาวเท้าเร็วเข้าไปใกล้จุนโฮที่ยืนตัวลีบอยู่ตรงซอกตึก ซอกที่ใครเดินผ่านไปผ่านมาคงไม่ทันสังเกตเห็น เงามืดทาบทับไว้ทั่วร่างจุนโฮ ชานซองเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น จนเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน “ฉันหาตั้งนาน...”

“......”

“จ...จุนโฮ” น้ำเสียงของร่างสูงแผ่วลงเมื่อคนตรงหน้าค่อยๆเงยหน้าขึ้น เสี้ยวหน้าซีกขวาโผล่พ้นเงามืดออกมา แม้รอบกายจะไร้แสงสว่าง แต่ตาคู่คมของชานซองก็พอจะมองเห็นว่าใบหน้าของเพื่อนรักอยู่ในสภาพไหน “เฮ้อ... เอาอีกแล้ว เป็นแบบนี้อีกแล้ว จุนโฮ”

“......”

“จะร้องไห้ก็ร้องได้นะ ฉันไม่ห้าม แต่ทำไมต้องมาร้องในที่มืดๆแบบนี้ด้วย”

“......”

“แล้วอากาศหนาวขนาดนี้ไม่ยอมใส่เสื้อหนาว.. เดี๋ยวก็ป่วยหรอก” ชานซองถอนหายใจรอบแล้วรอบเล่า สายตาเฝ้ามองใบหน้าของจุนโฮ ซีกแก้มที่โผล่พ้นความมืดออกมากำลังนองไปด้วยน้ำใส แม้จะเห็นดวงตาเรียวเล็กคู่นั้นไม่ชัดนัก แต่ชานซองก็พอจะเดาได้ว่าขอบตานั้นคงบวมช้ำและแดงก่ำ

ชานซองค่อยๆถอดเสื้อหนาวของตัวเองออก “เอ้านี่ เอาไปใส่ซะ หนาวจะตายชัก”

“ม...ไม่เป็นไรหรอก” เสียงอู้อี้พยายามเค้นเสียงตอบ เสียงของจุนโฮในตอนนี้ขึ้นจมูกเสียจนฟังดูไม่เหมือนเสียงเดิมเลยสักนิด

“ใส่! เร็วๆจุนโฮ เดี๋ยวไม่สบายนะ”

“......” เมื่อถูกเพื่อนรักคาดคั้น จุนโฮจึงยอมยื่นมือออกมารับเสื้อหนาวของชานซองไปสวม เสียงสูดน้ำมูกดังฟึดฟัด ถ้าทั้งคู่ยืนอยู่ในแสงสว่าง ชานซองคงจะได้เห็นปลายจมูกของคนตรงหน้าแดงก่ำเป็นลูกมะเขือเทศ

แขนแต่ละข้างค่อยๆสอดเข้าในแขนเสื้อ ไออุ่นจากร่างของชานซองยังคงค้างอยู่บนเนื้อผ้า เมื่อจุนโฮสวมเสื้อหนาวเสร็จ อุ้งมือของชานซองก็คว้าแขนคนตัวเล็กกว่าไว้ “ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน... อย่ามาร้องไห้อยู่ตรงนี้ ถ้าจะร้อง ก็ไปร้องต่อที่บ้าน”

“......”

“ชอบหลบมาร้องไห้คนเดียวแบบนี้เรื่อยเลยจุนโฮ...”

“......”

“คนอื่นเขาเป็นห่วงนายกันหมด”

“......” จุนโฮยังคงยื่นนิ่ง เนินไหล่สั่นไหวเบาๆ ทว่าไร้ซึ่งเสียงสะอื้น จุนโฮคงกำลังเม้มปากแน่น เพื่อเก็บกลั้นเสียงแห่งความอ่อนแอไว้ข้างใน ไม่อยากให้มันปะทุออกมา ชานซองเห็นภาพนั้นแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาแรงๆ ก่อนที่แขนทั้งสองจะตวัดรวบร่างของจุนโฮเข้ามากอด

“เฮ้อ... ขี้แงชะมัดเลย นายเนี่ย”

“...ฮึก...ชาน...ฮึก” คนในอ้อมกอดเริ่มตวัดแขนโอบรอบเอวชานซองบ้าง และยิ่งรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเสียงสะอื้นที่ค่อยๆหลุดรอดออกมา

“โอ๋ๆ...ไม่เอาน่า”

“ฮึก...ฮึก...ฮือ...” ใบหน้าเปื้อนน้ำตาซุกลงบนไหล่กว้าง แม้จะมีเสื้อผ้าเป็นปราการกั้นอยู่ แต่ชานซองก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของจุนโฮที่หยาดรดลงบนแนวบ่าของตน

มือใหญ่ลูบหลังปลอบโยนคนในอ้อมกอดเบาๆ เสียงสะอื้นของเพื่อนรักดังก้องเต็มโสตประสาท ชานซองได้ยินทุกเสียง และกำลังรับฟังทุกความรู้สึกของจุนโฮอย่างตั้งใจ “น่าจุนโฮ... กลั้นน้ำตาไว้ก่อน ไว้เราค่อยไปร้องไห้กันต่อที่บ้าน โอเคมั้ย” ชานซองพูดพลางผละกายออกมานิ้วหัวแม่มือปาดเข้าที่หางตาของคนตรงหน้า เช็ดหยดน้ำตาที่เปรอะดวงตาเรียวเล็ก ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มให้จุนโฮ

ในสายตาของชานซอง แม้ว่าจุนโฮจะอายุขึ้นเลขสองแล้ว จุนโฮก็ยังดูเหมือนเด็กในสายตาของเขาเสมอ ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จุนโฮร้องไห้แล้วไม่โผเข้ากอดเขาแบบนี้ อ้อมแขนอุ่นของเพื่อนรักกลายเป็นเหมือนที่พักพิงแหล่งสุดท้าย ท่ามกลางเกลียวคลื่นยักษ์ที่โถมกระหน่ำซัดเข้าใส่ร่างจากทุกทิศทาง

“กลับบ้านกันนะ” เมื่อปาดน้ำตาเสร็จ มืออุ่นก็ประคองซีกหน้าของคนตัวเล็กกว่าไว้ ...การกระทำที่ดูเผินๆแล้วเหมือนไม่น่าจะเป็นแค่เพื่อน แต่สุดท้ายคำว่า เพื่อน ก็ยังคงเป็นคำเดียวที่อธิบายความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้

แม้ว่าหลายครั้งหลายหนการกระทำมันจะล้ำเส้นไปแล้วก็ตาม

 

----------

 

เป็นประจำทุกวันที่ชานซองจะได้ยินเสียงล้อจักรยานบดกับพื้นคอนกรีต วันนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่วันนี้ ชานซองได้ยินเสียงอีกเสียงหนึ่งคลอคู่ไปด้วย นั่นคือ...เสียงสะอื้นของใครคนหนึ่งที่ซ้อนอยู่ด้านหลัง

อะไรมันจะร้องไห้ได้นานขนาดนั้น

“จุนโฮ...ถามจริง ร้องไห้นานขนาดนี้ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ”

“...ฮึก...ไม่...ฮือ...ไม่เหนื่อย”

“เลิกร้องเหอะ น้ำจะหมดตัวแล้วนะ”

“ฮึก...ฮึก...หยุด...ไม่ได้...ฮึก...”

คำตอบที่ได้ยินทำให้ชานซองทั้งสงสารทั้งขำ ...สงสารที่จุนโฮเสียใจขนาดนี้ แต่ก็ขำนิดๆกับความเป็นเด็กของคนตัวเล็กกว่า จุนโฮเป็นแบบนี้เสมอ จุนโฮมักพูดอะไรตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ถ้าร้องไห้ก็บอกว่าร้องไห้ เจ็บก็บอกว่าเจ็บ มีความสุขก็บอกว่ามีความสุข

“แล้วจะให้ฉันทำยังไงนายถึงจะเลิกร้องไห้ได้ล่ะ” ร่างสูงถามขึ้นแหวกเสียงลม ผันหน้าไปมองคนที่โอบเอวเขาอยู่ข้างหลังเล็กน้อย

“ฮึก....ทำไม่ได้...ฮึก...ทำไม่ได้หรอก...”

“เออ งั้นก็ตามใจ อยากร้องไห้ต่อไปก็เชิญ” ชานซองเอ่ย ทั้งที่ความจริงเขาไม่ชอบฟังเสียงจุนโฮร้องไห้เลยสักนิด ...ไม่ชอบฟัง แต่เจ้าเสียงนี่ก็มักลอยมาให้เขาได้ยินเสมอๆ จากที่ไม่ชอบ ก็เลยกลายเป็นเคยชิน ราวกับว่าเสียงสะอื้นไห้ของจุนโฮกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

ปั่นจักรยานอยู่ได้ไม่นาน ชานซองก็จอดรถตรงหน้าบ้านหลังหนึ่ง บ้านเช่าหลังเล็กๆที่เขากับจุนโฮแชร์เงินอยู่ด้วยกัน เงินค่าเช่ามาจากการทำงานพิเศษของทั้งคู่ โดยมีพ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดคอยส่งเงินมาช่วยอีกแรง

เมื่อเปิดประตูเข้าไป จุนโฮในสภาพโสลเสลก็เดินขึ้นบันไดไปชั้นสองโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก  มือเรียวคว้าลูกบิดประตูห้องนอนไว้ เปิดมันออก ย่ำก้าวเข้าไปภายใน และปิดประตูทิ้งท้าย

“เฮ้อ จริงๆเลย” อดที่จะถอนหายใจอีกครั้งไม่ได้ เมื่อตาคู่คมเหลือบมองไปยังโซฟาใกล้ประตู จุนโฮวางข้าวของของตัวเองไว้บนเบาะนุ่มทั้งหมด ทั้งกระเป๋าหนังสือ เสื้อกันหนาวตัวโคร่งที่สวมมาตลอดทาง รวมไปถึงโทรศัพท์มือถือ จนสุดท้าย คนที่คอยตามเก็บข้าวของเหล่านั้นให้ก็หนีไม่พ้นชานซอง “ให้ตายเหอะ... นี่ถ้าอยู่กับคนแปลกหน้าคงโดนปล้นไปแล้วชัวร์”

 

----------

 

 

 

 

 

มองที่ฉันคนนี้ ที่รักเธอมานาน 

คนที่เธอนั้นมองผ่านเรื่อยมา 

 

เสียงสะอื้นที่ดังคลอหูมาตลอดช่วงค่ำเงียบลงแล้ว เจ้าของเสียงสะอื้นนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง ในขณะที่ชานซองยังคงต้องนั่งถ่างตาอ่านหนังสือต่อ เพราะพรุ่งนี้มีสอบย่อยตั้งแต่เก้าโมงเช้า ตาคู่คมละจากหน้าหนังสือไปมองเปลือกตาของเพื่อนรักบ่อยครั้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นขอบตาของจุนโฮบวมช้ำขนาดนี้ แต่นี่แทบจะเป็นครั้งที่สิบที่ร้อยแล้วด้วยซ้ำที่จุนโฮต้องมานอนร้องไห้ โดยที่บุคคลต้นเหตุนั้นแทบจะไม่ได้มารับรู้อะไรด้วยเลย

 

“ชาน...เขาโกรธฉัน”

“ใคร?”

“ก็...ก็ใครล่ะ...”

“เดี๋ยว...แล้วเขาจะมาโกรธนายทำไม นายไม่ได้ไปทำอะไรให้เขาซักหน่อย”

“ทำ...ฮึก...ทำสิ..”

“......”

“ฉัน...ทำให้แฟนเขาโกรธ”

“......”

“ฉันทำให้ดูจุนกับฮโยมินเขาผิดใจกัน”

“แล้ว...ไปทำอิท่าไหนเข้าล่ะ”

“......”

“เออ ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร ไม่บังคับ”

“ไม่...ฉันเล่าให้นายฟังได้”

“......”

“คือ ฉันแค่...”

“......”

“แค่ชวนเขาไปนั่งอ่านหนังสือด้วยกัน...แค่นั้นเอง แค่นั้นจริงๆ”

“......”

“ฉันทำผิดตรงไหนเหรอชาน ...ฮโยมินถึงได้โกรธฉัน แล้วดูจุนก็พลอยโกรธฉันตามไปด้วย”

“......”

“ฉันผิดตรงไหนเหรอ...”

“......”

“ทำไม...ฮึก...ฉันทำอะไรก็ขวางหูขวางตาเขาไปหมด”

 

และระลอกเสียงสะอื้นก็เริ่มขึ้น ชานซองยังคงจำภาพนั้นได้ดี...ภาพน้ำใสหยดแรกร่วงเผาะลงจากขอบตาแดงผ่าวของจุนโฮ ริมฝีปากของคนตรงหน้าเม้มแน่น พยายามเก็บกลั้นเสียงสะอื้นไว้อย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้ายจุนโฮก็ล้มเหลว เพราะทันทีที่ชานซองเอื้อมมือไปกุมมือเย็นเฉียบของจุนโฮไว้ เขื่อนน้ำตาก็ทะลักล้นออกมา พร้อมกับเสียงสะอื้นที่ดังคลอเป็นจังหวะเดียวกันกับเสียงหัวใจของชานซอง

ชานซองไม่กล้าแม้จะโผเข้ากอด ไม่กล้าเอ่ยเอื้อนถ้อยคำใดอีก ทำได้เพียงกุมมือของจุนโฮไว้เช่นนั้น ส่งกำลังใจและคำปลอบโยนผ่านทางฝ่ามืออุ่น ยิ่งน้ำตาของเพื่อนรักร่วงรินออกมามากเท่าไหร่ ชานซองก็ยิ่งกระชับอุ้งมือแน่นมากขึ้นเท่านั้น

จุนโฮคงจะตาเรียวเล็กเกินไป... เล็กเกินกว่าจะเห็นแววความห่วงใยในตาคู่คมของเพื่อนรักร่างสูง ที่มักจะยืนกุมมือจุนโฮเช่นนี้เสมอ ไม่เคยเบื่อที่ต้องคอยปลอบโยน แต่ก็ไม่ชินเสียทีกับการต้องเห็นน้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะลงต่อหน้าต่อตา

ชานซองพยายามละสายตาออกมาจากคนที่นอนอยู่บนเตียง ตั้งใจจะจดจ่อกับหนังสือเรียนต่อ แต่สุดท้ายชานซองก็ทำไม่ได้ เมื่อหางตามันพาลจะเหลือบไปมองจุนโฮแทบทุกห้านาที

“......”

ตาเรียวเล็กปิดสนิท แนวอกไหวกระเพื่อมเชื่องช้าตามจังหวะลมหายใจ พวงแก้มขาวยังคงมีคราบน้ำตาแห้งเกรอะกรัง จุนโฮนอนหลับไปทั้งๆที่ยังไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จุนโฮอยู่ในสภาพนี้ แต่จุนโฮเป็นแบบนี้แทบทุกครั้งที่มีเรื่องให้ต้องเศร้าเสียใจ

 

“อย่าหาว่าฉันใจร้ายเลยนะจุนโฮ... แต่นายเลิกยุ่งกับดูจุนเถอะ”

“ฉันทำไม่ได้หรอก”

“ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ ฟังนะ... นายก็เห็นอยู่ว่าเขาทำอะไรกับนายบ้าง”

“......”

“เขาหาประโยชน์จากนาย ใช้ความซื่อสัตย์ของนายเป็นเครื่องมือ เขาใช้ให้นายทำงานให้ ติวหนังสือให้ ทำทุกอย่างให้ นายไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่าเขาเห็นนายเป็นของตายแล้วน่ะ?”

“......”

“และอีกอย่าง...เขาก็มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว”

“......”

“แล้วนายก็รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นขี้หึงไม่ใช่เล่น”

“......”

“ขอร้องล่ะจุนโฮ”

“......”

“ทำเพื่อตัวเองบ้าง รักตัวเองบ้าง”

“......”

“คิดว่าฉันชอบเห็นนายร้องไห้นักเหรอจุนโฮ...”

 

ชานซองลอบถอนใจออกมาเมื่อหวนนึกถึงบทสนทนาครั้งนั้น เขาพยายามทำให้จุนโฮเลิกใส่ใจ ยุน ดูจุน บ่อยครั้ง แต่จุนโฮก็หัวรั้นกว่าที่ชานซองคิดไว้มาก

 

“ฉันเป็นคนรักเดียวใจเดียวนะชาน ...นายไม่รู้เหรอ”

“รักเดียวใจเดียวกับคนที่เขามีแฟนแล้วเนี่ยนะ?”

 

นั่นแหล่ะคือสิ่งที่ชานซองไม่เข้าใจ รู้ทั้งรู้ว่าดูจุนมีแฟนสาวเป็นตัวเป็นตนขนาดนั้นแล้ว จุนโฮก็ยังคงตามดูแลเอาใจใส่ดูจุนไม่เลิก แถมจุนโฮยังดูจะมุ่งมั่นกับสิ่งที่ทำเอามากเสียด้วย ...มากซะจนชานซองล้มเลิกความพยายามที่จะยื่นมือเข้าไปขัดขวาง

หลายครั้งที่ชานซองได้เห็นแววตาช่างฝันของเพื่อนรัก เวลาจุนโฮอารมณ์ดี จุนโฮมักวาดฝันว่าตนอยากทำอะไรให้ดูจุนบ้าง อยากชวนไปนั่งอ่านหนังสือด้วยกันในร้านกาแฟบ้างล่ะ อยากซื้อของให้บ้างล่ะ อยากติวหนังสือให้บ้างล่ะ สารพัดสารเพจนบางครั้งชานซองก็เบื่อที่จะฟัง

จุนโฮทุ่มเทให้ความรักได้ไม่อั้น ชานซองเชื่อว่าถ้าใครได้เป็นคนรักของจุนโฮ จุนโฮจะไม่มีโปรโมชั่นรักแค่สามเดือนแรกแน่นอน แต่จุนโฮจะมอบชีวิตทั้งชีวิตให้คนๆนั้น ชานซองนึกภาพจุนโฮทรยศหักหลังใครไม่ออกจริงๆ

“เฮ้อ...” ชายหนุ่มถอนหายใจพลางปิดเปลือกตาลง ก่อนจะใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้นวดคลึงหว่างคิ้วเบาๆ ชานซองตัดสินใจปิดหนังสือเรียน อ่านไปก็เท่านั้น ตั้งใจแทบตายสุดท้ายก็ไม่เข้าหัวอยู่ดี เขาลุกจากที่นั่ง เอื้อมมือไปปิดสวิตซ์ไฟ และสาวเท้ามาที่เตียงเพื่อล้มตัวลงนอนเคียงข้างจุนโฮ

 

----------

 

 

 

 

 

อย่าเพิ่งคิดว่าชีวิตของเธอไม่มีค่า

ฉันขอรักษาเธอได้ไหม

 

ตีสองแล้ว ทว่าชานซองก็ยังคงนอนลืมตาพลิกตัวไปมา  ความว้าวุ่นเกาะกุมห้วงความคิดทุกครั้งที่เหลือบตามองคนข้างๆ จุนโฮดูเหมือนหลับสนิทอยู่ในห้วงนิทราแสนสุข แต่ชานซองไม่รู้ว่าความฝันของจุนโฮจะสุขสงบเหมือนที่สีหน้าแสดงออกมาหรือเปล่า

ชานซองนอนนินทาจุนโฮในความคิดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคนถูกนินทาตะแคงกายหันหน้ามาหาชานซอง ราวกับมีญาณหยั่งรู้ว่าตนกำลังถูกนินทาในห้วงความคิดอยู่ ดวงตาเรียวเล็กค่อยๆปรือลืมขึ้น กระพริบตาปริบๆอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะได้สติและเห็นว่าเพื่อนรักของตนยังคงนอนลืมตาอยู่

“ชานไม่ง่วงเหรอ” น้ำเสียงอู้อี้เอ่ยถาม

“อืม ไม่ค่อยน่ะ”

“นอนหลับซะบ้างสินายน่ะ”

“ก็เลิกเศร้าซะบ้างสินายน่ะ” ร่างสูงได้ทีย้อนคำพูดของเพื่อน

“......”

“......”

“ถ้ามันง่ายอย่างที่นายพูดจริงๆก็ดีน่ะสิชาน”

“......”

“เฮ้อ... นี่ฉันร้องไห้จนทำให้นายรำคาญอีกรึเปล่า”

“เปล่า ไม่รำคาญหรอก”

“รำคาญก็บอกมาเหอะ ไม่ต้องรักษาน้ำใจกันหรอก สนิทขนาดนี้แล้ว”

“......” ใช่ สนิทกันมาก สนิทจนสามารถนอนกอดก่ายกันได้โดยที่ฝ่ายหนึ่งไม่รู้สึกอะไรเลย แต่อีกฝ่ายหนึ่งกลับต้องพยายามยั้งใจทุกครั้ง ไม่ให้ทำอะไรล้ำเส้นคำว่า เพื่อน

“เฮ้อ... ขอโทษนะ ที่ทำให้เดือดร้อน” จุนโฮพูดพลางคลี่ยิ้มออกมา มือบางซุกเข้าใต้หมอนหาไออุ่น

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้เดือดร้อน” ชานซองตอบพร้อมตะแคงกายหันมามองหน้าจุนโฮเช่นกัน ในตอนนี้ ทั้งคู่จึงนอนอยู่ในท่าตะแคงหันหน้าเข้าหากัน ปลายจมูกอยู่ห่างกันเพียงคืบเดียว มันใกล้เสียจนไออุ่นจากลมหายใจของอีกฝ่ายหยาดรดลงบนซีกแก้ม ด้วยระยะห่างเพียงน้อยนิดนี้ ชานซองมองเห็นดวงตาบวมช้ำของจุนโฮชัดเจน “จุนโฮไม่เหนื่อยบ้างเหรอ... ร้องไห้แทบรายสัปดาห์แบบนี้น่ะ”

จุนโฮส่ายหน้าอย่างไม่ต้องลังเลเลยสักนิด

“เหนื่อยๆบ้างก็ดีนะ เพราะฉันเห็นนายร้องไห้แล้วฉันเหนื่อยชะมัด...”

“......” ดวงตาเรียวคลี่ยิ้มจนกลายเป็นขีดเดียวเมื่อได้ฟังคำตอบจากปากของชานซอง

“รักตัวเองบ้างเถอะ อย่าให้ฉันต้องปากเปียกปากแฉะไปมากกว่านี้เลยจุนโฮ”

“รู้แล้วน่า...”

“......”

“นายเป็นห่วงฉันเหรอ” จู่ๆจุนโฮก็ถามขึ้น

“เอ้า ก็เพื่อนกันที่ไหนเขาไม่ห่วงกันบ้าง? ถามแปลกๆน่ะจุนโฮ”

“......”

“มีอะไรรึเปล่า ทำไมถามงั้นล่ะ”

“เปล่า...แค่สงสัยเฉยๆ”

“......” ทว่าชานซองกลับไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไหร่ ว่านั่นเป็นแค่ความสงสัยอย่างเดียวจริงๆหรือเปล่า

สองร่างยังคงเอาแต่นอนมองหน้ากัน เฝ้าฟังเสียงกระดิ่งลมที่กระทบกันแผ่วเบายามลมหนาวพัดมาเอื่อยๆนอกหน้าต่าง

“ฉันไม่เข้าใจเลย ทำไมถึงไม่มีสาวคนไหนมาขอนายเป็นแฟนซักทีนะ” จุนโฮถามขึ้นทำลายความเงียบอีกครั้ง

“ไม่ต้องหรอก ฉันเริ่มจะหวงชีวิตโสดขึ้นมาซะแล้วล่ะ” ร่างสูงตอบไปโดยที่ไม่มั่นใจกับคำตอบของตัวเองมากนัก ทุกวันนี้ที่เขายังครองโสดอยู่ มันเป็นเพราะเขาหวงชีวิตโสดจริงๆ หรือเป็นเพราะกำลังรอใครบางคนอยู่กันแน่

 

ใครบางคนที่ว่านั่นก็คือคนที่กำลังนอนมองหน้าเขาอยู่นี่แหล่ะ

 

หลังจากความเงียบระลอกใหญ่เคลื่อนผ่านไปอีกหนึ่งอึดใจ จุนโฮก็เอ่ยเรียก “ชาน...”

“หืม?”

“...ขอบใจนะ”

“......”

“สำหรับทุกสิ่งเลย”

“......”

“ฉันนึกภาพไม่ออกเลย ว่าถ้าฉันเสียเพื่อนอย่างนายไป...ฉันจะทำยังไง”

“......”

“นายกลายเป็นเพื่อนที่เป็น ทุกอย่าง ของฉันไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้แฮะ”

“......”

“นี่ อย่าเอาแต่เงียบสิ...” เมื่อเห็นว่าเพื่อนรักไม่ยอมเปิดปากพูด จุนโฮก็เริ่มทำหน้าง้ำงอ ดูไปแล้วไม่ต่างอะไรเลยกับเด็กเรียกร้องความสนใจ

“ก็มันง่วงนี่...”

“อ้าว ไหนเมื่อตะกี๊บอกว่าไม่ง่วง?”

“ก็ตอนนี้ง่วงแล้ว ...นายนอนต่อเหอะจุนโฮ” ร่างสูงพูดพลางปิดเปลือกตาลง

“......” จุนโฮเบ้ปากเล็กน้อยอย่างเด็กถูกขัดใจ เขาอุตส่าห์มีอารมณ์อยากคุยกับเพื่อนแท้ๆ เจ้าเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวก็ดันง่วงซะได้ ทีเขาหลับอยู่ตั้งนานไม่รู้จักง่วง มาง่วงเอาตอนที่จุนโฮหายง่วงแล้ว

เมื่อเห็นชานซองพริ้มตาหลับลง จุนโฮก็เลิกล้มความตั้งใจที่จะปลุกอีกฝ่ายขึ้นมาอีกครั้ง ตาเรียวจับจ้องใบหน้าของชานซองชั่วครู่ ก่อนจะคลี่ยิ้มหวานออกมา ...รอยยิ้มแห่งความบริสุทธิ์ใจที่คงจะมีให้ชานซองเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น

“ชาน”

“อะไร ฉันง่วงแล้วนะจุนโฮ..”

“......”

“มีอะไรก็ว่ามาสิ”

“......”

“......”

“กอดหน่อยสิ”

“......” ชานซองแทบจะหายง่วงเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้ยินคำขอร้องนั่น ตาคมที่ปรือลงใกล้หลับเบิกโพลงขึ้น เฝ้ามองใบหน้าจุนโฮอย่างไม่เข้าใจ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งคู่นอนกอดกัน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่จุนโฮเอ่ยปากขอร้องให้เขากอดแบบนี้ เสียงชีพจรเริ่มเต้นโครมครามไม่รู้ตัว ยิ่งจุนโฮกระแซะกายเข้ามาใกล้ หัวใจก็ยิ่งเต้นรัวเร็วจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก

คนตัวเล็กกว่าตวัดแขนโอบรอบเอวชานซอง พลางใบหน้าก็ซุกเข้าหาอกกว้างอย่างออดอ้อน แม้จะมีเสื้อผ้าขวางกั้น แต่ผิวกายของชานซองก็สัมผัสได้ถึงริ้วลมหายใจอุ่นจากปลายจมูกของจุนโฮ

ชานซองนอนนิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆตวัดท่อนแขนโอบคนตัวเล็กบ้าง จากอ้อมกอดหลวมๆในคราแรก แปรเปลี่ยนเป็นอ้อมแขนที่กระชับแน่นอย่างหวงแหน ราวกับกลัวว่าจุนโฮจะหนีหายไปไหน

“อุ่นจัง...” จุนโฮกระซิบเสียงอู้อี้อยู่ในอ้อมกอดของเพื่อนรัก “ฉันว่าถ้านายรักใครเข้า... คนๆนั้นต้องโชคดีมากแน่ๆเลย”

“......”

“ก็นายตัวอุ่นซะขนาดนี้... ฉันชักจะอิจฉาคนๆนั้นขึ้นมาซะแล้วสิ”

ร่างสูงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ตาคู่คมทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง กระดิ่งลมยังคงสั่นไหวไปตามริ้วลมหนาว เหมือนกับหัวใจของเขาที่มันเริ่มสั่นไหวไปตามริ้วลมหายใจอุ่นของจุนโฮ

“ก็ฉันบอกนายแล้วไง... ว่าฉันหวงชีวิตโสด” ชานซองตอบเสียงแผ่ว ก่อนจะค่อยๆพริ้มตาหลับลง

 

ถ้าจุนโฮคิดจะอิจฉาคนที่ชานซองรักล่ะก็... จุนโฮก็คงจะต้องอิจฉาตัวจุนโฮเองนั่นแหล่ะ

 

 

 

ให้เธอแชร์ความช้ำในหัวใจมาให้ฉัน

แบ่งมันมาจนเธอนั้นสบายใจ

และจะแชร์ความรักไปให้เธอเก็บไว้

ใส่มันลงแทนที่ในหัวใจ...ที่เธอปวดร้าว

 

 

 

END

 

 

 

 

 

 

 

 

หวานนิดๆขมหน่อยๆกับความชั่ววูบของฟิคเรื่องนี้ 5555