WonCin-LongFiction

[FIC-WonCin] "Double-Shot" - chapter 13

posted on 02 Jun 2011 18:47 by teashop-inglenook in WonCin-LongFiction

"Double-Shot" 

Author: Palmira
Status: Long Fiction
Pairing: Siwon x Heechul (WonCin)
Fandom: Super Junior
Rating: PG13 - NC17

 

 

 

-------------------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

Chapter 13 : Puzzled 

 

 

 

 

ซีวอนประคองพวงมาลัยรถขับไปตามท้องถนนยามดึก รอบกายชายหนุ่มเงียบสงัด ร้านรวงข้างทางพากันปิดตัวลง ทางเท้าคอนกรีตมีคนเดินถนนบางตา

ทุกครั้งที่รถจอดตรงสี่แยกไฟแดง ร่างสูงผู้นั่งอยู่หน้าพวงมาลัยเป็นต้องเหลือบตามองร่างที่หลับใหลอยู่ให้ได้ทุกครั้ง หนุ่มรุ่นพี่หลับสนิท แนวอกไหวกระเพื่อมแผ่วเบาตามจังหวะลมหายใจ

ฮีชอลนอนขดตัวอยู่ในเสื้อสูทของตัวเอง ริมฝีปากที่เคยอิ่มอวบบัดนี้แห้งผากไร้สีเลือด ใบหน้าของฮีชอลงดงามเสมอแม้ในยามที่ป่วย งดงามเสียจนอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือมาทาบซีกแก้มนิ่มนั้นเบาๆ

นิ้วโป้งเกลี่ยโหนกแก้มของหนุ่มรุ่นพี่อย่างถะนุถนอม แพขนตาสีดำขลับเรียงตัวเป็นระเบียบ เครื่องหน้าของคนๆนี้งดงามไร้ที่ติ แต่ซีวอนก็อยากเห็นใบหน้านี้กลับมาอิ่มเอิบอีกครั้ง ไม่อยากเห็นมันในสภาพซีดเซียวแบบนี้

“เฮ้อ...” เพียงแค่คิด ซีวอนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา ในห้วงความคิดของชายหนุ่มมีปริศนามากมาย ตั้งแต่คืนนั้นจนถึงตอนนี้ เขายังไม่รู้เลยว่าฮีชอลโกรธอะไรเขา

 

“พี่เป็นอะไรน่ะ! เกิดอะไรขึ้น!

“นายนั่นแหล่ะทำอะไรอยู่...ฮึก...ทำไม...ฮึก...โกหกพี่ทำไมล่ะซีวอน...ฮึก...”

“พี่พูดเรื่องอะไรน่ะ...”

“นายรู้อยู่แล้วว่าพี่พูดเรื่องอะไร”

 

ร่างสูงหวนนึกถึงบทสนทนาในคืนนั้น นึกงุนงงกับที่มาที่ไปของคำพูดของฮีชอล ครั้นจะโทรกลับไป อีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับสาย แถมยังปิดเครื่องหนีเขาตลอดเวลา พอรอให้เวลาผ่านไปสักวันสองวัน หนุ่มรุ่นพี่ก็ยังคงไม่รับสายของเขา ส่งข้อความไปหาก็ไม่มีสิ่งใดตอบกลับมา

จนมาในวันนี้ ซีวอนทนเก็บความร้อนใจไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องพบฮีชอลให้ได้ อยากคุยกันให้รู้เรื่อง ไม่อยากให้ความผูกพันธ์ที่พยายามสานกลับมาต้องขาดสะบั้นลงด้วยเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ

ซีวอนไม่อยากมองตามแผ่นหลังของฮีชอลเดินจากไปแบบที่เคยมองเมื่อสามปีที่แล้ว

 

----------

 

รถเก๋งสีดำจอดนิ่งอยู่ในที่จอดรถของคอนโด ซีวอนดับเครื่อง พร้อมก้าวลงมาจากรถ ไม่ลืมที่จะเดินอ้อมมาเปิดประตูให้ใครอีกคนที่ยังนอนสลบไสลไม่ได้สติ

ลมเย็นวูบพัดโกรกเข้ามาทันทีที่ประตูฝั่งฮีชอลเปิดออก ร่างบางขมวดคิ้วพร้อมครางอู้อี้ในลำคอประท้วงไอหนาวเยือก

“พี่ฮีชอล ถึงคอนโดผมแล้วนะ...”

ซีวอนตัดสินใจพาหนุ่มรุ่นพี่มาที่คอนโดของตน สาเหตุเพราะเขาไม่อาจปล่อยฮีชอลให้อยู่บ้านคนเดียวได้ จึงพาหนุ่มรุ่นพี่มายังที่พักของตัวเอง

เมื่อลองเรียกแล้วไม่มีเสียงตอบรับจากร่างบาง ซีวอนจึงต้องช้อนร่างนั้นออกมาจากเบาะ และอุ้มไว้ในอ้อมแขนตามเคย

“เฮ้อ จริงๆเลย... แค่จะลุกยังไม่ไหว แล้วจะดื้อเดินกลับบ้านเองอีก” หนุ่มรุ่นน้องบ่นออกมาเบาๆขณะอุ้มฮีชอลขึ้นแนบอก ชายหนุ่มปิดประตูและล๊อครถ ก่อนจะเดินตรงไปยังลิฟต์

 

----------

 

ทันทีที่ถึงห้อง ชายหนุ่มก็จัดการถอดรองเท้าให้หนุ่มรุ่นพี่ และวางร่างนั้นลงบนเตียงตัวเองทันที คนที่โดนอุ้มมาตลอดทางก็ยังคงสลบไสลไม่ได้สติ ท่าทีอ่อนระโหยโรยแรงแบบนี้ไม่น่าจะมีสาเหตุมาจากแค่เหตุการณ์ลิฟต์ค้างเมื่อครู่เพียงอย่างเดียวแน่ๆ ซีวอนแค่รู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะแค่ป่วยธรรมดา บางทีช่วงหลังฮีชอลอาจทำงานหนักขึ้นจนเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ ไหนยังมีความเครียดอีก พอเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายก็ซ่อมแซมตัวเองไม่ทัน ผลลัพธ์ของมันจึงออกมาเป็นเช่นนี้

ว่ากันว่าพอคนเราพักผ่อนน้อย ภูมิต้านทานในร่างกายจะลดลง ซีวอนเชื่อว่าฮีชอลก็คงจะเป็นเช่นนั้นอยู่... เพียงแค่คิด หนุ่มรุ่นน้องก็ลอบถอนใจออกมาอีกครั้ง ฮีชอลคงจะไม่มีวันหนีจากวังวนนี้พ้น หากยังทำงานหามรุ่งหามค่ำแบบนี้

เจ้าของห้องควานหาเสื้อผ้าหลวมๆในลิ้นชักมาเปลี่ยนให้ฮีชอล ร่างบางครางในลำคอเป็นเชิงประท้วง แต่ก็ยังไม่ได้สติพอจะลุกมาโต้เถียงใดๆ กว่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เสร็จก็ทำเอาซีวอนเหนื่อยอยู่ไม่น้อย เพราะถึงแม้ฮีชอลจะยังไม่ได้สติ แต่ร่างบางก็ดิ้นขืนมือเขาใช่เล่น

“คนอะไรดื้อได้แม้กระทั่งตอนหลับ”

 

----------

 

ร่างที่หลับใหลครางเสียงอู้อี้ คิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความรำคาญต่อแสงสว่างที่สาดเข้ามาจากทางหน้าต่าง แต่ในที่สุด ฮีชอลก็ลืมตาขึ้น

“......”

เจ้าของตาคู่สวยใช้เวลาในการปรับโฟกัสสายตาเล็กน้อย เมื่อเรียกสติคืนมาได้ ฮีชอลก็เริ่มเพ่งมองเพดานขาวเหนือร่างตนเอง

“หืม?” มีบางอย่างผิดปกติไป ที่แห่งนี้ไม่ใช่ห้องนอนของเขา เพดานสีขาวที่กำลังจ้องอยู่นี้ดูไม่คุ้นตาเลยแม้แต่น้อย ฮีชอลค่อยๆละสายตาออกจากเพดานเบื้องบน เบนวิถีสายตาไปยังหน้าต่างกว้างอันเป็นที่มาของแสงจ้า

ฮีชอลจำได้ว่าหน้าต่างห้องนอนตัวเองเป็นแค่หน้าต่างเล็กๆ แต่หน้าต่างบานโตที่เขากำลังจ้องอยู่นี้เป็นกระจกผืนใหญ่ ไม่มีบานพับ ไม่มีขอบไม้ใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงแผ่นกระจกสีชาอ่อนๆ สองข้างประดับด้วยผ้าม่านสีกาแฟดูเย็นตา

สรุปว่าที่นี่มันที่ไหนกัน?

ฮีชอลค่อยๆยันตัวลุกขึ้นนั่ง ในหัวปวดหนึบ จนร่างบางต้องใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบคลึงตรงหว่างคิ้วเบาๆ ...เตียงนี่ก็เช่นกัน เตียงกว้างแห่งนี้ดูหรูเกินกว่าจะเป็นเตียงในห้องของฮีชอล ผ้าปูที่นอนเนื้อนุ่มกับผ้าห่มหนาดูท่าทางจะมีราคาไม่เบา

ฮีชอลผันสายตาไปยังโต๊ะข้างเตียง และความสงสัยทั้งหลายก็พลันหายไปทันที เพราะบนโต๊ะไม้ข้างเตียงมีกรอบรูปวางอยู่ ภายในกรอบปรากฏร่างของเด็กหนุ่มร่างสูงคนหนึ่ง เด็กหนุ่มที่ฮีชอลรู้จักเป็นอย่างดี

อย่าบอกนะว่านี่เป็นห้องนอนของซีวอน?

ร่างบางผละสายตาจากกรอบรูปไปยังนาฬิกาเรือนเล็กที่วางอยู่ใกล้โคมไฟ แต่แล้วร่างบางก็แทบจะร้องเสียงหลงเมื่อรู้ว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว

“บ่ายโมง!!” ตะโกนลั่นได้เพียงเท่านั้นฮีชอลก็กระวีกระวาดลุกจากเตียงทันที

บ่ายโมงแล้ว... ชีวิตของคิมฮีชอลถึงกาลอวสานแน่ นี่เป็นครั้งแรกที่ฮีชอลขาดงานช่วงเช้าไปโดยที่ไม่ได้โทรไปลากับเจ้านายล่วงหน้า “โอ๊ย ตายๆๆ” ตอนนี้ในห้วงความคิดของฮีชอลมีแต่คำว่า ตายแน่ ตายแน่ ลอยฟุ้งเต็มไปหมด

ร่างบางรีบกระชากประตูห้องนอนให้เปิดออก ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ห้องนั่งเล่น ฮีชอลก็ได้เจอร่างที่เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าคงเป็นเจ้าของห้อง

“นายปล่อยให้พี่หลับเลยมาถึงบ่ายโมงได้ยังไง!” ฮีชอลโวยลั่นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาซีวอนที่กำลังนั่งจกขนมเข้าปากอยู่แทบสำลัก หนุ่มรุ่นน้องละสายตาจากโทรทัศน์หันไปมองหนุ่มรุ่นพี่ที่เพิ่งตื่นนอน

“ก็พี่ไม่สบายนี่ครับ ผมยอมให้พี่ตื่นเร็วไม่ได้หรอก”

“แต่พี่เสียงาน!”

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ผมโทรไปลางานให้พี่เรียบร้อยแล้วครับ” ร่างสูงคลี่ยิ้มหวาน ก่อนจะใช้มือจกขนมตรงหน้าเข้าปากเพิ่ม “พี่ไปนอนต่อเถอะ พักเอาแรงไว้เยอะๆ จะได้หายป่วยไวไว”

“พี่ไม่ได้ป่วยนะซีวอน” มาอีกแล้ว ฮีชอลโหมดเด็กดื้อ คำก็ไม่ป่วย สองคำก็ไม่ป่วย ตื่นมาก็จะดื้อแพ่งเลยงั้นหรือ

“ผมคงตามใจพี่ไม่ได้หรอกครับ พี่กลับไปนอนต่อเถอะ”

“นายมีสิทธิ์อะไรมาใช้อำนาจกับพี่ แล้วทำไมถึงพาพี่มานอนที่นี่ ที่นี่มันที่ไหนกัน” ร่างบางเริ่มยืนท้าวสะเอว

“ที่นี่คือคอนโดของผมเอง ..และผมไม่ได้ใช้อำนาจบังคับพี่ด้วย ผมทำทุกอย่างเพราะผมเป็นห่วงพี่ พี่นั่นแหล่ะชอบใช้อำนาจข่มผม โดยไม่ยอมดูตัวเองบ้างเลยว่าตัวเองกำลังป่วยหนักขนาดไหน”

“.......” ถ้อยคำตอกกลับนั่นทำให้ฮีชอลนิ่งไป ก็ไม่ใช่ว่าฮีชอลจะไม่รู้ตัวเลยว่าร่างกายของเขามันไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ เขาเป็นเจ้าของร่างกาย ย่อมรู้ดีกว่าใครเพื่อน แต่ที่พยายามปฏิเสธว่าตัวเองไม่ป่วยอยู่นี้ก็เพื่อไม่ให้ตัวเองยิ่งอุปาทาน ฮีชอลไม่อยากคิดว่าตัวเองป่วย เพราะสุดท้ายเขาอาจจะป่วยหนักอย่างที่ใจคิดจริงๆ

“แต่การที่พี่ป่วยก็ไม่ได้หมายความว่านายจะต้องพาพี่มานอนที่นี่”

“ก็ผมอยากดูแลพี่...”

“แล้วถ้าไปส่งพี่ที่บ้านนายจะดูแลพี่ไม่ได้หรือไง”

“แต่ถ้าอยู่ที่นั่น ผมไม่รู้ว่าพี่วางอะไรไว้ตรงไหนบ้างน่ะสิ ถ้าเกิดพี่เป็นอะไรกลางดึกขึ้นมา พี่คิดว่าผมจะหายาเจอรึเปล่าล่ะครับ ผมไม่มีทางรู้ว่าพี่วางยาไว้ตรงไหนบ้าง แต่ถ้าอยู่ที่นี่ ผมหยิบจับอะไรสะดวกกว่าเยอะ เพราะมันเป็นห้องของผมเอง”

ฮีชอลเถียงไม่ออก เพราะที่ซีวอนพูดมามันก็มีเหตุผลอยู่

ความทรงจำหลังออกมาจากลิฟต์ค่อนข้างเลือนราง ฮีชอลแทบจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาออกมาจากลิฟต์ตอนไหน รู้แค่ว่าพอรู้สึกตัวตื่น เขาก็เห็นหน้าคุณลุงยามใจดีคนนั้นเป็นสิ่งแรก ก่อนจะตามมาด้วยใบหน้าของซีวอน

ฮีชอลจำได้ว่าตัวเองเวียนหัวหนัก คงเพราะอาการขาดอากาศหายใจจากในลิฟต์ บวกกับความเครียดที่สะสมมาหลายวัน ทั้งเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว จากนั้นโลกทั้งใบก็หมุนเคว้งและดับวูบลง มารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อกี๊นี่แหล่ะ ฮีชอลไม่รู้เลยว่าเขาหลับไปกี่ชั่วโมงแล้ว

“ถ้าพี่ฮีชอลไม่อยากนอนต่อ จะทานข้าวกลางวันเลยมั้ยล่ะครับ ผมเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว”

“อาหาร?”

“ครับ” หนุ่มรุ่นน้องยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบนซีกแก้ม “ผมทำเองด้วยนะ”

ทว่าฮีชอลกลับเอาแต่ยืนเงียบชั่วครู่ และเอ่ยตอบ “ไม่เป็นไร นายกินเถอะ เดี๋ยวพี่ออกไปหาอะไรทานเอง”

“อ้าว! ก็พี่อุตส่าห์อยู่ที่นี่แล้วแท้ๆ อาหารการกินก็มีพร้อม พี่จะต้องดั้นด้นไปกินที่อื่นทำไมล่ะครับ”

“ไม่เป็นไรหรอก นายกินไปเถอะ” ร่างบางว่าพลางเตรียมจะหันหลังกลับเข้าห้อง แต่คนเป็นน้องก็ไวพอที่จะลุกจากโซฟาเพื่อมาคว้าข้อมือเล็กไว้ หนุ่มรุ่นพี่หันมาค้อนแทบจะทันที

“พี่...จะบอกผมได้รึยังว่าพี่โกรธอะไรผม”

คนถูกถามนิ่งงัน ฮีชอลไม่ตอบ มีเพียงสายตาอันยากลึกหยั่งถึงส่งกลับมาให้ซีวอน

“พี่อย่าเงียบแบบนี้สิครับ” น้ำเสียงทุ้มอ่อนลง เขาไม่อยากทะเลาะกับฮีชอลโดยไม่จำเป็น อยากคุยกันด้วยเหตุผล ไม่ใช่เงียบหายจากกันหรือเอาแต่โวยวายใส่กัน “ผมรักพี่นะ...ถ้าพี่ไม่ยอมพูดว่าผมทำอะไรผิด เราก็ต้องมึนตึงกันไปอย่างนี้ตลอดเลยน่ะเหรอครับ”

“เข้าใจอะไรผิดรึเปล่าซีวอน พี่กับนายไม่ได้เป็นแฟนกันนะ”

 

“งั้นก็เป็นมันซะตั้งแต่ตอนนี้เลยสิครับ”

 

“......” ฮีชอลพูดอะไรไม่ออกเมื่อได้ยินประโยคนั้น นั่นมันไม่ต่างอะไรเลยกับการขอคบ

“ผมไม่เข้าใจว่าเรารออะไรอยู่ เรารักกันไม่ใช่เหรอครับ”

หัวใจของฮีชอลยิ่งกระตุกวูบ ยิ่งมืออุ่นนั้นกุมมือเขาไว้แน่น ฮีชอลยิ่งรู้สึกอยากวิ่งหนีไปให้ไกล “ปล่อยเถอะ... ยังไม่ใช่เวลาคุยกันตอนนี้”

“ถ้าไม่คุยตอนนี้แล้วจะคุยตอนไหนครับ เราเป็นแฟนกัน เราต้องเปิดอกคุยกันสิครับ”

“พี่ไปตอบตกลงนายตอนไหนเหรอ...”

“......” คำพูดยอกย้อนของฮีชอลทำเอาหนุ่มรุ่นน้องแทบสะอึก

“นายคิดเองเออเองว่าเราคบกัน ซีวอน พี่ยังไม่ไ