WonCin-ShortFiction

[SF-WonCin] "Moonburn"

posted on 21 Mar 2011 23:15 by teashop-inglenook in WonCin-ShortFiction

"Moonburn" 

Author: Palmira
Status: Short Fiction
Pairing: Siwon x Heechul (WonCin)
Fandom: Super Junior
Rating: NC17
Theme song: "Insatiable" - Darren Hayes

 

 

 

 

มันคือ...ฟิคชั่ววูบบบบบ

 

-------------------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

When moonlight crawls along the street

Chasing away the summer heat

Footsteps outside somewhere below

The world revolves, I’ve let it go

 

 

 

 

 

 

11.00 PM

 

ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัดของเวลาห้าทุ่ม รถเก๋งสีดำยังคงส่งเสียงครางหึ่งแผ่วเบา ชายหนุ่มผู้นั่งอยู่หน้าพวงมาลัยลดกระจกลง พร้อมยื่นท่อนแขนแกร่งใต้เสื้อเชิ้ตขาวออกรับแสงจันทร์ ตาคมจับจ้องอยู่ที่บานประตูหนาทางขวามือ เหนือบานประตูมีป้ายเหล็กสีเงินเขียนไว้ว่า ศูนย์สารนิเทศคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัย M

ชายหนุ่มยกนาฬิกาขึ้นมือขึ้นดู เข็มสั้นชี้เลขสิบเอ็ด เข็มยาวชี้เลขสอง ห้าทุ่มสิบนาที เวลาที่ถือว่าดึกพอสมควรสำหรับมนุษย์ผู้ออกหากินยามกลางวัน ทว่าสีหน้าของชายหนุ่มกลับไร้วี่แววรีบร้อนอยากกลับบ้าน ท่อนแขนขวายังคงพาดไว้บนขอบหน้าต่าง เพื่อรับลมเย็นกลางฤดูร้อนที่ยิ่งดึกเท่าไหร่สายลมก็ยิ่งพัดพาเอาความเย็นสบายมามากเท่านั้น

การจอดรถนิ่งๆอยู่หน้าห้องสมุดอันเงียบงันยามห้าทุ่มไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับชายหนุ่ม เขารู้ดีว่าห้องสมุดแห่งนี้ปิดให้บริการตอนเที่ยงคืนตรง ใครบางคนที่เขารอคอยคงยังง่วนอยู่กับการหาหนังสือเพื่อทำวิทยานิพนธ์หลังประตูบานหนานั่น

ชายหนุ่มละสายตาออกจากประตูห้องสมุด ตาคู่คมไร้วี่แววอ่อนล้าแม้จะดึกมากแค่ไหนก็ตาม วิถีสายตาทอดมองออกไปยังท้องถนนมืดสลัวเบื้องหน้า มีเพียงแสงไฟเลือนลางจากเสาไฟฟ้าที่เรียงรายเป็นแถวเท่านั้น...ที่ช่วยทลายกำแพงความมืดยามดึกแบบนี้ ไม่ว่าจะสอดส่ายสายตาไปทางไหน ก็แทบไม่พบร้านรวงใดๆที่ยังเปิดให้บริการอยู่ ทุกอย่างมืดมิด เงียบงัน ไม่มีแสงสียามค่ำคืนใดๆที่จะมาส่องสว่างท้าทายแสงจันทร์สีขาวนวลเบื้องบน

ชายหนุ่มชอบมองพระจันทร์ดวงกลมที่ลอยค้างอยู่บนผืนฟ้ากำมะหยี่ พระจันทร์ค่อยๆทำองศาสูงขึ้นเมื่อเวลาล่วงเลยเข้าใกล้เที่ยงคืน ลำแสงสีนวลสาดอาบพื้นถนนคอนกรีตเปลือยเปล่า สาดอาบลงบนท่อนแขนของเขาที่ยืนออกไปรับลมยามดึก และสาดลงมายังที่นั่งข้างคนขับที่บัดนี้ยังคงว่างเปล่า ไร้วี่แววผู้ใดมาจับจอง

ผู้ที่จะมาจับจองก็คงจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้...นอกเสียจากใครคนหนึ่งที่ยังคงอ่านหนังสือหัวฟูอยู่หลังบานประตูบานหนานั่น

หลังจากที่พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไป ไอร้อนก็ค่อยๆลอยตัวขึ้นจากพื้นถนน ยิ่งตกดึกมากเท่าไหร่ ความเย็นที่มาพร้อมกับแสงจันทร์ก็ยิ่งแผ่ออกเป็นรัศมีวงกว้าง ความสงบนิ่งยามราตรีแผ่กระจายออกไปทุกหนแห่ง

ชายหนุ่มเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าของเหล่าปัญญาชนที่เดินดุ่มๆออกมาจากประตูบานหนา จ้องมองอยู่เพียงไม่นาน คนที่เขารอคอยก็ปรากฏตัว ใบหน้าคมคลี่ยิ้มหวานให้กับภาพที่เห็น บุคคลที่เขารอคอยโบกมือลาเพื่อนทีละคน ก่อนจะผันสายตามามองรถเก๋งสีดำอันคุ้นตา

ทันทีที่ตาคู่สวยเคลื่อนมาบรรจบที่ใบหน้าของบุคคลผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ เจ้าของดวงตาหวานนั้นก็ยิ้มร่าออกมา ผมสีนิลพลิ้วไปตามแรงลม มือเรียวพยายามทัดริ้วผมเส้นเล็กไว้หลังใบหู สองขาเรียวก้าวเร็วตรงมาทางรถเก๋งสีดำ

ร่างบางเดินอ้อมหน้ารถไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับอย่างรู้หน้าที่ พร้อมหย่อนกายลงนั่งบนที่ที่เรียกได้ว่าเป็น ที่นั่งประจำ ของเขา

“เฮ้อ...” ผู้มาใหม่ลอบถอนหายใจก่อนจะผันสายตามามองชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของรถ ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มบางๆออกมา “พี่ทำให้นายต้องรออีกแล้วใช่มั้ย” น้ำเสียงที่ชายหนุ่มฟังเท่าไหร่ก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อกล่าวออกมา สำหรับเขา...ประโยคนั้นเปรียบเหมือนคำขอโทษทางอ้อม คำขอโทษที่ตนเองไม่เคยเรียกร้องให้อีกฝ่ายต้องมาขอโทษเขาด้วยซ้ำ ทุกคืนที่มาจอดรถเฝ้ารอแบบนี้ เขาทำไปด้วยความเต็มใจและความเคยชิน ไม่เคยคิดว่ามันเป็นภาระหรือเป็นภารกิจส่วนเกินของชีวิตเลยสักครั้ง

“ผมบอกพี่แล้วไงว่าอย่าพูดแบบนั้นอีก” ชายหนุ่มเจ้าของรถเอ่ยพลางดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด มือซ้ายเปลี่ยนเกียร์ พร้อมกับที่เท้าขวาเหยียบคันเร่งพารถคันเก่งแสนเก่าออกแล่นไปบนท้องถนนเงียบสงัด

“แต่พี่อึดอัดนะ... พี่บอกแล้วไงว่าไม่ต้องรอก็ได้ ถ้ามันดึกขนาดนี้” เอ่ยเอื้อนความเกรงใจออกไป ทว่าน้ำเสียงกลับไม่หนักแน่นพอจะที่ยืนยันว่าเขา เกรงใจ ชายหนุ่มจริงๆ

และเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ทัน “ปากไม่ตรงกับใจเลยนะพี่ฮีชอล... ชอบให้ผมรอพี่แบบนี้ก็บอกมาเถอะ”

เจ้าของชื่อ ฮีชอล เหลือบหางตามองค้อนคนข้างๆ คิ้วเรียวขมวดเป็นปมหลวมๆ นึกอยากสรรหาถ้อยคำมาเถียง แต่ร่างบางกลับจนด้วยเหตุผล เพราะมันก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า เขาดีใจทุกครั้งที่เดินออกมาจากห้องสมุดแล้วเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยส่งยิ้มมาให้ อุ่นใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของเจ้ารถเก่าคันนี้ครางหึ่งอยู่ในความเงียบ

ฮีชอลหมุนกระจกรถลงจนสุด ด้วยความที่เป็นรถรุ่นเก่า การลดกระจกลงจึงไม่ใช่แค่การแตะปลายนิ้วกดปุ่มเบาๆแล้วกระจกก็เลื่อนลงมา ฮีชอลต้องทุ่มกำลังแขนเพื่อหมุนที่จับอยู่หลายรอบ ถึงจะไม่รวดเร็วทันใจแต่ฮีชอลก็มองในแง่ดีว่าอย่างน้อยก็เป็นการออกกำลังกล้ามเนื้อแขนก่อนนอน

“พรุ่งนี้พี่มีเรียนรึเปล่า?”

“มีตอนเก้าโมง ทำไมเหรอ?”

เก้าโมงเหรอ... ชายหนุ่มคิดในใจ “...เปล่าครับ” ปากตอบปฏิเสธไป แต่ใจกลับไม่ได้คิดอย่างที่ปากพูด

แน่นอนว่าฮีชอลจับพิรุธของอีกฝ่ายได้ ริมฝีปากสวยยกยิ้มอย่างรู้ทัน “รู้นะคิดอะไรอยู่”

“ว้า...แย่จัง” ร่างสูงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ การประชดประชันอย่างจงใจนั่นดูน่าหมั่นไส้ไม่น้อยในสายตาฮีชอล ถึงปากจะพูดว่า แย่จัง แต่สายตาและรอยยิ้มมุมปากนั่นกำลังร้องออกมาเป็นคำพูดที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

“หึ... เจ้าเล่ห์นักนะชีวอน”

“ไม่นะพี่ ผมออกจะไร้เดียงสาขนาดนี้”

“เออ ไร้เดียงสายิ่งกว่าเอ็มบริโอ!” เมื่อรุ่นน้องประชดมา มีหรือรุ่นพี่จะไม่ประชดกับ

“อะไรเนี่ยพี่ อะไรคือเอ็มบริโอ?” ชีวอนถามเจือด้วยเสียงหัวเราะ จู่ๆรุ่นพี่หน้าหวานก็ใช้ศัพท์วิชาการในการประชดเขา

“เอ็มบริโอคือตัวอ่อนระยะแรกของทารกในครรภ์มารดา”

“...แหม ประชดซะขำไม่ออก”

ลมเย็นยามดึกยังคงตีเข้ามาในรถ ยิ่งกระจกทั้งสองด้านลดลงจนสุดด้วยแล้ว ริ้วลมเย็นเยือกยิ่งกระหน่ำใส่ร่างทั้งสองในรถ อวลอากาศร้อนระอุเมื่อตอนกลางวันดูเหมือนจะลอยหายไปหมดแล้ว ผืนโลกถูกชโลมด้วยไอเย็นจากสายลมและลำแสงสีขาวนวลจากดวงจันทร์

ร่างบางยื่นแขนออกไปนอกหน้าต่าง วางท่อนแขนเรียวพาดไว้บนขอบกระจก ตาคู่สวยพริ้มหลับอย่างสบายอารมณ์ ผิวขาวผ่องเหมือนน้ำนมอวดอ้าท้าแสงจันทร์ เจ้าของเรียวแขนนั้นกางนิ้วทั้งหาออกจนสุดความยาว ราวกับต้องการหยอกล้อกับลมแรงที่พัดเข้าปะทะฝ่ามือ ชีวอนเหลือบหางตามองแขนขาวที่ยื่นออกรับลม พลันมุมปากก็แอบยกยิ้มโดยที่ฮีชอลไม่ทันสังเกตเห็น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

00.00 AM

 

“เสร็จรึยัง? ทำไมวันนี้นานจังเลยล่ะ” เสียงหวานกระเง้ากระงอดถามบุคคลผู้เป็นเจ้าของห้องนอน

ในคอนโดห้องเล็กของชีวอน ชายหนุ่มนั่งหลังพิงกำแพงอยู่ไม่ห่างไปจากเตียงนอนนัก ขาข้างหนึ่งชันขึ้นเพื่อเป็นที่วางแผ่นกระดานสำหรับวาดรูป บนกระดานสีน้ำตาลแผ่นบาง ชีวอนกำลังจรดปลายดินสอสีเข้มลงบนกระดาษขาว

“ใจเย็นๆสิครับ” เสียงทุ้มเอ่ยบอกร่างบางที่ส่งเสียงบ่นมาจากบนเตียง ตาคมมองเจ้าของเสียงอิดออดนั่นสลับกับแผ่นกระดาษตรงหน้า ปลายดินสอจรดลงไปทีละเส้น จนภาพในกระดาษก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ชายหนุ่มอาศัยเพียงแสงขาวนวลเจิดจ้าของดวงจันทร์เป็นแสงสว่างเพียงแหล่งเดียวในการสร้างงานศิลปะของตนเอง

ตาคมจับจ้องบุคคลผู้เป็นต้นแบบให้แก่ภาพวาดของเขา เรือนผมสีนิลระปรกซีกแก้มเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่อาจบดบังนัยน์ตาคู่สวยที่ทำเอาคนวาดใจเต้นรัวทุกครั้งที่ได้จ้องกลับ ซีกหน้าหวานซุกลงหาไออุ่นจากหมอนนุ่ม ริมฝีปากสีสดยิ่งดูอิ่มเอิบเมื่อเจ้าของริมฝีปากนั้นคลี่ยิ้มบางๆส่งมาให้คนวาด ตาคู่คมไล่มองลงมายังไหล่มน ก่อนจะไล่เรื่อยไปยังแผ่นหลังบางที่ไร้อาภรณ์ใดห่มคลุม ผิวเนื้อนวลละเอียดอวดอ้าท้าแสงจันทร์ที่สาดเข้ามาจากทางหน้าต่าง ลำแสงสีขาวยิ่งขับให้ผิวนั้นขาวผ่องดุจน้ำนม

ชีวอนยิ่งยิ้มกว้างเมื่อสังเกตเห็นหยดเหงื่อเล็กละเอียดที่เกาะพราวอยู่บนแผ่นหลังขาวนวลนั้น

ผ้าห่มผืนหนาห่มคลุมร่างกายของฮีชอลขึ้นมาถึงสะโพกมนเท่านั้น ใต้ร่างบางคือผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่ที่มีเรื่องราวของคนทั้งคู่สลักเสลาอยู่เต็มไปหมด

“ถ้าวาดนานขนาดนี้ต้องวาดให้สวยนะ” ฮีชอลยื่นคำขาด

“ครับแม่” คำตอบประชดประชันนั่นทำให้ร่างบางนิ่วหน้าอย่างนึกรำคาญ พลางส่งเสียงจิ๊จ๊ะเบาๆอย่างหมั่นไส้ “โธ่แม่...อย่าขี้หงุดหงิดแบบนั้นสิครับ” ชีวอนสนุกทุกครั้งที่ได้ยั่วโมโหคนบนเตียงเล่นๆ เขาหลงรักในอารมณ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของฮีชอล ใครต่อใครต่างพากันกลัวไม่กล้ายั่วโมโหร่างบาง แต่ชีวอนกลับมองว่ามันเป็นเรื่องสนุกและท้าทาย ชายหนุ่มนึกภูมิใจในตนเองทุกครั้ง...ที่สุดท้ายแล้วคนที่จะปราบพยศรุ่นพี่หน้าหวานลงได้ก็มีเพียงเขาคนนี้คนเดียว

“ชีวอน เดี๋ยวพี่ก็ง่วงหรอก”

“ใกล้เสร็จแล้ว อีกนิดเดียวครับแม่”

“เลิกเรียกว่าแม่ซักทีได้มั้ย!”

“ก็พี่อยากบ่นเป็นคนแก่เองทำไม?” ยอกย้อนจนฮีชอลนึกอยากจะลุกจากเตียงไปต่อยหน้าซักหมัดสองหมัด

ปลายดินสอยังคงจรดลงบนกระดาษขาว เส้นโครงที่ร่างไว้เริ่มดูมีมิติมากขึ้นเมื่อชายหนุ่มแรเงาลงไป ชีวอนใส่ใจในทุกรายละเอียดของแสงและเงาบนเรือนร่างของฮีชอล ตาคมลอบมองใบหน้าออดอ้อนนั่นทุกครั้งที่สบโอกาส แววตาเว้าวอนคู่นั้นทำให้ชีวอนอยากจะวางดินสอลง และโยนแผ่นกระดานวาดรูปออกไปให้ไกลตัว เพื่อเดินเข้าไปมอบจูบหวานลงบนริมฝีปากอิ่มของฮีชอล... ริมฝีปากที่เอาแต่ยิ้มยั่วยวนเขา

เขารู้ว่าฮีชอลไม่มีทางง่วงนอนอย่างที่ปากพูด ...ไม่มีทางแน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

We build our church above this streets

We practice love between these sheets

The candy sweetness scent of you

It bathed my skin, I’m stained by you…

 

 

 

 

01.00 AM 

 

ชีวอนชอบมองหยดเหงื่อเล็กละเอียดที่เกาะพราวอยู่บนแผ่นหลังขาวนวล ...ชอบจ้องมองมันเวลาวาดรูปฮีชอล และชอบจ้องมองมันเวลาเรือนกายของทั้งคู่แนบชิด

ชายหนุ่มหลงใหลในความเป็นคนอารมณ์ร้ายของฮีชอล อารมณ์ขึ้นๆลงๆที่คาดเดาไม่ได้นั่นเป็นเรื่องท้าทายสำหรับชีวอน และตอนนี้ชายหนุ่มก็กำลังพยายาม ปราบ อารมณ์ร้ายของร่างบางด้วยอารมณ์ที่ ร้ายกว่า ของตัวเขาเอง

“อะ...อา...”

แขนแกร่งรั้งเอวบางของร่างที่นอนคว่ำขึ้นมา พลางส่ง